การจัดเก็บและแพ็กของเองที่บ้านหรือออฟฟิศ อาจดูเหมือนไม่มีค่าใช้จ่าย แต่หากลองกางตัวเลขออกมาดูจริงๆ คุณจะพบกับค่าใช้จ่ายที่ซ่อนอยู่ โดยมีปัจจัยหลักๆดังนี้
1. วัสดุสิ้นเปลืองที่คุณซื้อในราคาปลีก
เมื่อซื้อกล่อง เทปกาว บับเบิ้ลกันกระแทก หรือ ซองพลาสติกในปริมาณน้อย ต้นทุนต่อชิ้นจะสูงกว่าการซื้อในระดับสเกลใหญ่เสมอ หากเป็นคลังสินค้าจะซื้อวัสดุเหล่านี้ในปริมาณเยอะ ทำให้ได้ราคาส่ง ซึ่งช่วยลดต้นทุนส่วนนี้ให้ได้ทันที โดยคลังสินค้าสั่งซื้อวัสดุเหล่านี้ครั้งละเป็น หมื่น หรือ แสน ชิ้นโดยตรงจากโรงงาน ทำให้ได้ราคาส่งที่ถูกกว่าถึง30-50% ซึ่งเป็นต้นทุนที่ประหยัดได้มาก และถูกส่งต่อไปยังค่าบริการที่คุ้มค่า
▶ สิ่งที่เจ้าของธุรกิจจะได้รับเมื่อใช้บริการคลังสินค้า
● วัสดุคุณภาพสูง แข็งแรง ปกป้องสินค้าได้จริง
● มีกล่องทุกขนาดให้เลือกตามความเหมาะสม ไม่ต้องฝืนใช้กล่องใหญ่เกินไปจนเปลืองค่าขนส่ง
● ไม่ต้องแบกรับภาระวัสดุเหลือทิ้งหรือเสื่อมสภาพ
2. ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) หรือ ต้นทุนที่แพงที่สุด
ในโลกธุรกิจ “เวลา” มีค่าเท่ากับ “เงิน” แต่เจ้าของธุรกิจหลายคนกลับยอมเสียเวลาหลายชั่วโมงต่อวันไปกับงานที่ไม่สร้างรายได้ เช่น การนับสต็อก การแพ็คของ หรือ การยืนรอคิวที่ขนส่ง
▶ เวลาของคุณมีมูลค่าเท่าไหร่?
ลองคำนวณง่ายๆ หากคุณต้องการให้ธุรกิจของคุณทำกำไรได้เดือนละ 100,000 บาท (ทำงาน 25 วัน วันละ 8 ชั่วโมง) นั่นหมายความว่า เวลาของคุณมีมูลค่าสูงถึงชั่วโมงละ 500 บาท หากคุณใช้เวลา 3 ชั่วโมงต่อวันในการแพ็กของ เท่ากับคุณเสียเงินไปแล้ว 1,500 บาท/วัน ในขณะที่การจ้างคลังสินค้ามืออาชีพจัดการให้ อาจใช้ต้นทุนเพียงเศษเสี้ยวของมูลค่าเวลาของคุณ
3. ความผิดพลาด (Human Error) ที่กลายเป็นรายจ่ายจริง
▶ วงจรหนี้จากการส่งของผิด เมื่อส่งสินค้าผิดไซส์ ผิดสี หรือ ผิดรุ่น สิ่งที่จะตามมาคือต้นทุนที่มากดังนี้
● ค่าขนส่ง x3 ต้องเสียค่าส่งรอบแรก (ที่เสียเปล่า) , ค่าส่งกลับจากลูกค้า และค่าส่งสินค้าที่ถูกต้องไปใหม่อีกรอบ
● ค่าเสียเวลาแอดมิน ต้องใช้เวลามานั่งตอบคำถาม รับเรื่องเคลม และติดตามพัสดุ แทนที่จะเอาเวลาไปปิดการขายใหม่
● สินค้าเสียหาย สินค้าที่ถูกส่งไป-กลับ มีโอกาสเสียหายจากการขนส่งมากกว่าปกติถึง 2 เท่า
▶ สต็อกลม และ สินค้าจม ความผิดพลาดในการลงบันทึกจำนวนสินค้านำไปสู่ปัญหาใหญ่
● สต็อกลมขายของที่ไม่มีอยู่จริงลูกค้ากดสั่งและโอนเงินแล้ว แต่หาของในโกดังไม่เจอ จนต้องยกเลิกออเดอร์และคืนเงิน ซึ่งทำลายความน่าเชื่อถืออย่างรุนแรง
● สต็อกจมสินค้าบางชิ้นถูกวางลืมไว้ในมุมมืดของห้องเก็บของจนหมดอายุหรือตกรุ่น เพราะไม่มีระบบเช็กตำแหน่งสินค้าที่แม่นยำ
▶ ระบบ Double Check ที่มืออาชีพใช้ ปัจจุบันคลังสินค้าสมัยใหม่ไม่ได้ใช้แค่สายตาคนมอง แต่ใช้เทคโนโลยีในการกำจัด Human Error ให้เกือบเป็นศูนย์
● Barcode Scanning สินค้าทุกชิ้นจะถูกสแกนตั้งแต่รับเข้า (Inbound) จนถึงขั้นตอนแพ็กใส่กล่อง (Packing) หากสแกนสินค้าผิดชิ้น ระบบจะแจ้งเตือนทันที
● Weight Verification ระบบตรวจสอบน้ำหนักพัสดุ หากสินค้าในกล่องขาดหรือเกินแม้แต่ชิ้นเดียว น้ำหนักจะฟ้องทันทีว่ามีความผิดปกติ
● First-In, First-Out ระบบที่ช่วยควบคุมไม่ให้สินค้าเก่าค้างสต็อก ลดโอกาสสินค้าเสื่อมสภาพ
▶ ต้นทุนที่ประเมินค่าไม่ได้ ความเชื่อใจของลูกค้าในยุคที่การรีวิวมีผลต่อยอดขาย หากลูกค้าได้รับของผิด หรือ ต้องรอเคลมนานๆ จะมีผลกระทบดังนี้
● ลูกค้าอาจจะให้คะแนน 1 ดาวบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งจะฉุดคะแนนร้านค้าให้ลง
● ลูกค้าอาจจะนำไปโพสต์ตำหนิรีวิวบนโซเชียลมีเดียทำให้ร้านอาจโดนมองว่าไม่ดี
● ลูกค้าอาจไม่กลับมาซื้อซ้ำอีกเลย ซึ่งต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ นั้นสูงกว่าการรักษาลูกค้าเก่าถึง 5-25 เท่า
4. ค่าโลจิสติกส์ และ ค่าน้ำมัน
▶ ค่าน้ำมันและการสึกหรอที่มากกว่าระยะทาง การขับรถไปส่งของเองไม่ได้มีแค่ค่าน้ำมันจากจุด A ไปจุด B แต่ยังมีปัจจัยดังนี้
● ค่าเสื่อมสภาพรถ ยิ่งวิ่งเยอะ ยิ่งต้องเช็กระยะ เปลี่ยนยาง และซ่อมบำรุงเร็วขึ้น
● ค่าที่จอดรถและค่าทางด่วน รายจ่ายหยุมหยิมที่เมื่อรวมกัน 30 วัน อาจเท่ากับค่าอาหารหลายมื้อ
● ความผันผวนของราคาน้ำมัน ในวันที่น้ำมันแพง ต้นทุนต่อชิ้นของอาจจะพุ่งสูงขึ้นทันทีโดยที่ทำให้ปรับราคาขายตามไม่ทัน
▶ อำนาจการต่อรองที่คุณมีไม่เท่าคลังสินค้า เช่นตัวอย่าง
● กรณีส่งเอง คุณคือลูกค้าทั่วไป ที่ต้องจ่ายค่าส่งตามราคาหน้าเคาน์เตอร์
● กรณีใช้คลังสินค้า เราคือพาร์ทเนอร์ระดับ Enterprise กับบริษัทขนส่งชั้นนำ (เช่น Flash, Kerry, J&T, Shopee Express) เราส่งพัสดุจำนวนมากต่อวัน ทำให้เราได้ เรทราคาพิเศษ ซึ่งถูกกว่าราคาที่เดินไปส่งเอง 10-30%
● ส่วนต่างเพียง 5-10 บาทต่อกล่อง หากคุณมียอดขายเดือนละ 1,000 กล่อง เท่ากับคุณมีกำไรเพิ่มขึ้นฟรีๆ 5,000 – 10,000 บาท/เดือน เพียงแค่เปลี่ยนที่ส่ง
▶ รถรับสินค้าถึงที่ (Pick-up Service) คือทางรอด แทนที่จะต้องยกของหนักๆ ขึ้นรถเอง ขับไปต่อคิวรอที่ขนส่งท่ามกลางอากาศร้อนและรถติด คลังสินค้ามืออาชีพจะมีรถขนส่งขนาดใหญ่เข้ามารับพัสดุถึงที่ในทุกๆวัน ข้อดีที่เห็นได้ชัด คือ
● ไม่ต้องรอคิวส่งสินค้า เพราะสินค้าจะถูกเข้าระบบทันทีที่สแกนออกจากคลัง
● ลดความเสี่ยง ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนหรือสินค้าเสียหายขณะที่คุณขนย้ายเอง
▶ การจัดการเส้นทาง โดยคลังสินค้ามืออาชีพใช้เทคโนโลยีวางแผนเส้นทางและกระจายสินค้าไปยังศูนย์กระจายสินค้าที่ใกล้ลูกค้าที่สุด ทำให้ ค่าขนส่งถูกลง (เพราะระยะทางสั้นลง) และ สินค้าถึงมือลูกค้าเร็วขึ้น (สร้างความประทับใจ)