ในปี 2026 สมรภูมิ E-commerce ไทยไม่ได้สู้กันด้วย “ราคา” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นสงครามระหว่าง ความตั้งใจซื้อกับ ความเผลอใจซื้อ เพื่อให้คุณเลือกสนามรบได้แม่นยำที่สุด สรุปเปรียบเทียบ 3 ยักษ์ใหญ่ในบริบทของปี 2026 มาให้ดังนี้
1.TikTok
The Shoppertainment King เน้นการขายผ่าน Content และ Live Streaming เป็นหลัก เหมาะกับสินค้าที่ต้องเล่าเรื่องสตอรี่ โดยมีการวิเคราะห์การตลาด ดังนี้
1.1 กลยุทธ์ Shoppertainment (Entertainment + Shopping) นี่คือหัวใจสำคัญ TikTok ไม่ได้บังคับให้เราดูโฆษณา แต่ทำให้เราสนุกจนลืมไปว่ากำลังถูกขาย ในขณะที่ Shopee/Lazada รอคนไปค้นหา แต่ TikTok ใช้อัลกอริทึมส่งสินค้าไปหาคน โดยวิเคราะห์จากสิ่งที่เขาชอบดู การดูไลฟ์สดหรือคลิปสั้นสร้างอารมณ์ร่วมได้ง่ายกว่ารูปภาพนิ่ง เมื่อเกิดความสนุก ทำให้การตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที
1.2. ระบบ Affiliate TikTok เปลี่ยนผู้ใช้งานให้กลายเป็นพนักงานขายได้ในคลิกเดียว ร้านค้าไม่ต้องเหนื่อยสร้างคอนเทนต์เอง แค่ส่งสินค้าตัวอย่างให้ Creator ส่วน Creator ก็ขยันขายเพื่อเอาค่าคอมมิชชัน ในปี 2026 แบรนด์ไม่ได้จ้างแค่ดารา แต่จ้าง คนธรรมดา ที่รีวิวได้สมจริง ซึ่งช่วยสร้าง Trust ได้มากกว่าการตลาดแบบเดิมๆ
1.3. Loop การซื้อที่สั้นที่สุด โดยปกติการตลาดจะมีขั้นตอนเห็นโฆษณา > สนใจ > ค้นหา > เปรียบเทียบ > ซื้อ แต่ใน TikTok ทุกอย่างเกิดขึ้นในแอปเดียว การเห็นคลิป > กดตะกร้าเหลือง > จ่ายเงินผ่าน Wallet/PromptPay > จบกระบวนการ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที ลดโอกาสที่ลูกค้าจะเปลี่ยนใจระหว่างทาง
1.4. ความสนใจ Interest Graph ต่างจาก Facebook ที่เน้นกราฟความสัมพันธ์ เพื่อนเรากดไลก์อะไร แต่ TikTok เน้นความสนใจส่วนตัว Precision Targetingต่อให้คุณมีผู้ติดตาม 0 คน แต่ถ้าคลิปคุณเจ๋งและตรงกลุ่มเป้าหมาย อัลกอริทึมจะดันคลิปนั้นให้คนนับล้านเห็นได้ทันที นี่คือโอกาสของแบรนด์เล็กที่ทุนน้อยแต่ไอเดียดี
▶ TikTok ยังมีการวิเคราะห์ดังนี้ด้วย
- พฤติกรรมลูกค้า ลูกค้าไม่ได้เข้ามาเพื่อหาของ แต่เข้ามาเพื่อความบันเทิง แล้วถูกป้ายยาจนเกิดอาการเผลอใจกดซื้อ
- สินค้าที่เกิดง่าย แฟชั่น, เครื่องสำอาง, ของใช้ในบ้านไอเดียเจ๋งๆ หรือสินค้าที่เป็นกระแส
- จุดแข็งปี 2026 ระบบ Affiliate (นายหน้า) แข็งแกร่งมาก ไม่ต้องยิงแอดเอง แค่ส่งสินค้าให้ Influencer ช่วยรีวิว ยอดขายก็พุ่งได้
- ข้อควรระวัง ยอดขายมักจะไม่นิ่ง ขึ้นอยู่กับความสดใหม่ของคลิป และลูกค้ามีความภักดีต่อแบรนด์ต่ำกว่า
2. Shopee
The Efficiency Giant ยังคงเป็นเบอร์ 1 ในแง่ของจำนวนผู้ใช้และการค้นหาสินค้า โดยมีการวิเคราะห์การตลาด ดังนี้
1. กลยุทธ์ Search-First & Intent-Driven หัวใจของ Shopee คือการดักรอคนที่ ตั้งใจจะซื้ออยู่แล้ว ซึ่งมีโอกาสปิดการขายสูงกว่าแพลตฟอร์มโซเชียล โดย Precision Ads ระบบโฆษณาของ Shopee ปี 2026 แม่นยำขึ้นมาก โดยใช้ AI ช่วยเลือกกลุ่มเป้าหมาย (Brand Max) ให้ร้านค้าโดยอัตโนมัติ และ Price Awareness ลูกค้าบน Shopee จะมีความเป็น นักล่าโปรโมชัน สูงกว่า แพลตฟอร์มจึงเน้นจุดขายเรื่อง Lowest Price Guaranteed และการสะสม Coins เพื่อดึงให้คนกลับมาใช้ซ้ำ
2. การแก้เกม TikTok ด้วย Shopee Video & Live Shopee ไม่ยอมเสียส่วน Shoppertainment ให้ใคร จึงหันมาเน้นคอนเทนต์วิดีโออย่างหนัก Shopee Video กลายเป็นเครื่องมือหลักที่ร้านค้าต้องมี เพื่อให้ลูกค้าเห็นภาพสินค้าจริงก่อนกดซื้อ ช่วยลดอัตราการคืนสินค้า Shopee Live ในปี 2026 เริ่มเห็น AI Livestream Avatar หรือพนักงานไลฟ์เสมือนจริงที่สามารถตอบคำถามลูกค้าได้ 24 ชั่วโมง ช่วยให้ร้านค้าขนาดเล็กมียอดขายไหลลื่นแม้เจ้าของร้านจะหลับไปแล้ว
3. ระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง (Ecosystem & Trust) สิ่งที่ Shopee ยังนำห่างคือความมั่นใจในบริการหลังการขาย Logistics Efficiency การันตีส่งไว บางพื้นที่ส่งถึงใน 1 ชม. และระบบการคืนสินค้าที่สะดวก ทำให้ลูกค้ากล้าสั่งสินค้าที่มีความซับซ้อนหรือราคาสูงกว่าใน TikTok และ Shopee Pay การเชื่อมต่อระบบชำระเงินและสินเชื่อ (SPayLater) ทำให้การตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับลูกค้าที่มีงบจำกัด
▶ Shopee ยังมีการวิเคราะห์ดังนี้ด้วย
- พฤติกรรมลูกค้า ลูกค้ามีเป้าหมายในใจอยู่แล้ว เข้ามาเพื่อเปรียบเทียบราคา อ่านรีวิว และมองหาโค้ดส่วนลด/ส่งฟรี
- สินค้าที่เกิดง่าย ของใช้แม่และเด็ก, อุปกรณ์ไอที, สินค้าอุปโภคบริโภค ที่คนซื้อซ้ำบ่อยๆ
- จุดแข็งปี 2026 ระบบจัดการหลังบ้านเสถียรที่สุด และมีเครื่องมือการตลาด Marketing Tools ที่ละเอียดมาก เช่น การทำ CRM และระบบสมาชิก
- ข้อควรระวัง สงครามราคาดุเดือดมาก ถ้าสินค้าไม่มีจุดเด่นหรือแบรนด์ไม่แข็งพอ จะถูกเปรียบเทียบราคาในทันที
3. Lazada
The Brand Fortressเน้นภาพลักษณ์ความเป็นทางการและสินค้าคุณภาพสูง
1. กลยุทธ์ Brand Leadership (LazMall) Lazada เป็นผู้บุกเบิกการสร้างระบบ Mall ที่แข็งแกร่งที่สุด ซึ่งในปี 2026 กลยุทธ์นี้ยิ่งทวีความสำคัญ The Trust Factory ในยุคที่สินค้าปลอมหรือสินค้าไม่ตรงปกจากต่างประเทศระบาดหนัก LazMall กลายเป็น เกราะป้องกัน ที่ทำให้ลูกค้ากล้าจ่ายเงินหลักหมื่นเพื่อซื้อสินค้า เพราะการันตีของแท้ 100% และคืนเงิน 2 เท่าหากพบของปลอม และ Premium Positioning Lazada วางตัวเองเป็นช่องทางหลักสำหรับแบรนด์ระดับโลก (Global Brands) เช่น Estee Lauder, Apple, Samsung ทำให้ฐานลูกค้าของ Lazada คือคนที่มี กำลังซื้อสูง
2. เทคโนโลยี AI และ Data Driven ด้วยความที่เป็นบริษัทลูกของ Alibaba ทำให้ Lazada มีเทคโนโลยีหลังบ้านที่ล้ำหน้ามาก อัลกอริทึมของ Lazada ในปี 2026 จะไม่ได้แค่เดาว่าคุณอยากซื้ออะไร แต่จะวิเคราะห์ถึง ช่วงเวลาที่คุณจะซื้อ และ ระดับราคา ที่คุณพร้อมจ่ายได้อย่างแม่นยำ LazGPTการใช้ AI Chatbot ที่โต้ตอบได้เหมือนมนุษย์ ช่วยเหลือผู้ขายในการเขียนรายละเอียดสินค้า และช่วยผู้ซื้อในการเปรียบเทียบสเปกสินค้าภายในแอปเดียว
3. กลยุทธ์ความยั่งยืนและการบริการ (Service & Logistics) Lazada เน้นแข่งที่ ประสบการณ์มากกว่าราคา Lazada Logisticsการมีระบบขนส่งเป็นของตัวเองทำให้ควบคุมคุณภาพได้ดีมาก เช่น การส่งสินค้าขนาดใหญ่ (ตู้เย็น, ทีวี) ที่ระบบอื่นทำได้ยากกว่า ในปี 2026 การส่งภายในวันเดียว (Same-day Delivery) สำหรับสินค้า LazMall กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ดึงดูดลูกค้าวัยทำงานที่ไม่ชอบรอ
▶ Lazada ยังมีการวิเคราะห์ดังนี้ด้วย
- พฤติกรรมลูกค้า ลูกค้ากลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ การรับประกัน และบริการหลังการขาย
- สินค้าที่เกิดง่าย เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่, สินค้าแบรนด์เนม, หรือสินค้าที่มีราคาสูงซึ่งต้องการความมั่นใจในการสั่งซื้อ
- จุดแข็งปี 2026 LazMall ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความน่าเชื่อถือ และระบบโลจิสติกส์ที่เน้นความเร็วและความพรีเมียม
- ข้อควรระวัง ค่าธรรมเนียม (Commission) มักจะสูงกว่าเพื่อน และการปรับตัวของระบบอาจจะไม่หวือหวาเท่า TikTok