5 แอปเช็กราคา สินค้าตัวเดียวกันแต่ราคาต่างกันหลักร้อย!

1. Priceza

แอปนี้ไม่ได้บอกแค่ราคาปัจจุบัน และยังอธิบายกราฟราคาได้ด้วย หลักการทำงานของ Priceza คือการเป็น Price Comparison Search Engine (เครื่องมือค้นหาเพื่อเปรียบเทียบราคา) ที่รวบรวมข้อมูลจากร้านค้าออนไลน์ทั่วไทยมาไว้ในที่เดียว เพื่อแก้ปัญหาการซื้อของแพงโดยไม่รู้ตัว โดยมีหลักการทำงานข้อมูลดังนี้

  1. รวบรวมข้อมูลแบบครอบจักรวาล Priceza ไม่ได้ดึงแค่ราคาจาก Marketplace ยักษ์ใหญ่อย่าง Shopee หรือ Lazada เท่านั้น แต่ยังดึงข้อมูลจาก ห้างสรรพสินค้าออนไลน์ เช่น Central Online, HomePro, Power Buy และยังมีร้านค้าเฉพาะทาง เช่น IT City, Advice, Banana IT หรือ แบรนด์โดยตรง เว็บไซต์ Official ของแบรนด์ต่างๆ ประโยชน์ของแอป ทำให้เราเห็นว่าบางครั้งการซื้อจากหน้าเว็บของห้างโดยตรงอาจได้โปรโมชันบัตรเครดิตที่คุ้มกว่าในแอปชอปปิ้ง
  2. ฟีเจอร์กราฟประวัติราคา นี่คือจุดเด่นที่ทำให้ Priceza เหนือกว่าการไล่เปิดแอปเช็กเอง และถ้าถามว่าฟีเจอร์กราฟมันคืออะไร มันคือกราฟที่แสดงให้เห็นว่า ในรอบ 3-6 เดือนที่ผ่านมา สินค้าชิ้นนี้ราคาเคยขึ้นไปสูงสุดเท่าไหร่ และต่ำสุดเท่าไหร่ และยังช่วยป้องกันการโดนลดราคาหลอก ที่ร้านชอบปั่นราคาขึ้นไปสูงๆ ก่อนวันเลขเบิ้ล 11.11 แล้วบอกว่าลด 70% ถ้าเราดูแล้วพบว่าราคาวันนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ย ทำให้ตัดสินใจได้ว่าควรจะได้รอไปก่อน
  3. ค้นหาด้วย Keyword เดียวแต่เจอทุกช่องทาง แทนที่จะต้องเปิดแอป A พิมพ์หาของ แล้วสลับไปแอป B เพื่อพิมพ์หาใหม่ การใช้งาน แอปPriceza จะทำให้เราพิมพ์แค่ครั้งเดียว และระบบจะเรียงลำดับราคาต่ำสุดมาให้เห็นชัดๆ ระบบจะคัดกรอง (Filter) เลือกเฉพาะร้านที่มีเก็บเงินปลายทาง หรือ เลือกเฉพาะร้านที่เป็น Mall เท่านั้น
  4. ระบบแจ้งเตือนเมื่อราคาลด หากสินค้าที่เล็งไว้ยังราคาแรงอยู่ เราสามารถกดปุ่ม กระดิ่งเพื่อตั้งค่าแจ้งเตือนได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่ร้านค้าใดร้านค้าหนึ่งลดราคาลงมาถึงจุดที่เราตั้งไว้ แอปจะส่ง Notification มาบอกทันที ไม่ต้องเข้าไปเช็กเองทุกวัน

▶ แอป Priceza เหมาะกับใคร?
● เหมาะสำหรับคนซื้อของชิ้นใหญ่ เช่น มือถือ, ตู้เย็น, ทีวี ที่ส่วนต่างราคาแต่ละร้านอาจห่างกันหลักพัน
● สาย Tech / Gadget ที่ต้องการเช็กสเปกและราคาจากหลายๆ แหล่งพร้อมกัน
● นักชอปสายคุ้ม ที่ไม่เชื่อป้าย Sale ง่ายๆ แต่ขอดูประวัติราคาก่อนตัดสินใจ

Priceza
Priceza
Priceza

2. BigGo

แอป BigGo เป็น Search Engine สำหรับชอปปิ้งที่เคลมว่ามีฐานข้อมูลสินค้าเยอะมหาศาล กว่า 80 ล้านรายการในไทย โดยเน้นความเร็วและการเจาะลึกข้อมูลที่แอปอื่นอาจหาไม่เจอโดยมีหลักการทำงานข้อมูลดังนี้

  1. ฟีเจอร์ Scan Barcode เปลี่ยนห้างให้เป็นโชว์รูม นี่คือไม้ตายที่ทำให้คนจำ BigGo ได้ดีที่สุด วิธีใช้งานเวลาเราเดินห้างแล้วเจอของที่ถูกใจ ให้หยิบมือถือขึ้นมาสแกนบาร์โค้ดที่ตัวสินค้าผ่านแอป BigGo ผลลัพธ์ที่ได้ แอปจะกวาดข้อมูลจากทุกแอปส้ม แอปน้ำเงิน และเว็บร้านค้าออนไลน์ แล้วบอกทันทีว่าในเน็ตขายเท่าไหร่ ถ้าออนไลน์ถูกกว่าหลักร้อย คุณก็แค่เดินวางของกลับที่เดิมแล้วกลับไปกดสั่งที่บ้าน วิธีใช้ใช้ฟีเจอร์สแกนบาร์โค้ดเวลาไปหน้าเต็นท์สินค้าในห้าง
  2. AI ขุดพิกัด BIRSE (Image Search)บางครั้งมีแค่รูปภาพ เช่น ไปเจอเสื้อผ้าสวยๆ ใน Pinterest หรือแคปหน้าจอมาจาก IG แต่ไม่รู้ชื่อรุ่น-จุดเด่น ระบบ AI ของ BigGo (เรียกว่า BIRSE) จะวิเคราะห์รูปภาพเพื่อหา “สินค้าที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะ หรือ สไตล์ใกล้เคียง มาให้และ ยังช่วยให้เจอร้านต้นทางจริงๆ หรือร้านที่ขายถูกกว่าร้านที่เราไปแคปรูปมา
  3. ประวัติราคาสามารถย้อนหลังได้ 2 ปี ในขณะที่บางแอปดูย้อนหลังได้แค่ไม่กี่เดือน แต่ BigGo ให้ดูได้นานถึง 2 ปี ช่วยให้รู้รอบการลดราคาของแบรนด์นั้นๆ ได้ชัดเจน เช่น มือถือรุ่นนี้มักจะลดราคาแรงๆ ช่วงเดือนไหน หรือราคาที่เห็นในโปร 11.11 คือราคาที่ต่ำที่สุดจริงหรือไม่เพื่อเลี่ยงโปรโมชันหลอก
  4. ระบบแจ้งเตือน และ Cashback หากใครรอลดเราสามารถกดติดตามสินค้าที่อยากได้ไว้ เมื่อมีการปรับราคาลง ระบบจะแจ้งเตือนทันที และหากใครสายคืนเงิน BigGo ยังมีระบบ Cashback (เงินคืน) เมื่อกดสั่งซื้อผ่านลิงก์ในแอป ช่วยให้ประหยัดซ้ำซ้อนเข้าไปอีกชั้น

▶ แอป BigGo เหมาะกับใคร?
● ประเภทสายเดินห้าง: ที่อยากเช็กราคาหน้าชั้นวางเทียบกับราคาออนไลน์ (Scan Barcode)
● ประเภทสายแฟชั่น/แต่งบ้าน: ที่หาของจากรูปภาพ (Image Search)
● ประเภทสายอดทน: ที่รอจังหวะราคาลดลงต่ำสุด (Price History 2 ปี)

BigGo
BigGo
BigGo

3. Google Shopping

เป็นเครื่องมือที่ใช้ AI ของ Google ในการกวาดข้อมูลจากเว็บไซต์ทั่วโลก Google Shopping ไม่ใช่แอปแยกขายของ แต่มันคือ ฟีเจอร์การค้นหาแบบพิเศษ ของ Google ที่ถูกออกแบบมาเพื่อชอปปิ้งโดยเฉพาะ และ มีหลักการทำงานข้อมูลดังนี้

  1. การเข้าถึงได้ทันทีของGoogle ที่เราไม่ต้องโหลดแอปเพิ่ม ไม่ต้องสมัครสมาชิกใหม่ วิธีใช้งานแค่พิมพ์ชื่อของที่อยากได้ลงในช่องค้นหา Google เช่น หูฟัง Sony WH-1000XM5 แล้วกดที่แถบชอปปิ้ง(Shopping) ผลลัพธ์ที่ได้คือข้อมูลสินค้าจากร้านค้าแทบทุกที่ในอินเทอร์เน็ตจะปรากฏขึ้นมาทันทีในรูปแบบ การ์ดสินค้าที่ดูง่าย
  2. เปรียบเทียบราคาแบบเห็นภาพชัด Google Shopping นำเสนอข้อมูลแบบเน้นรูปภาพและราคาที่ชัดเจน จุดเด่นแอปมีระบบตัวกรองที่ฉลาดมาก เราสามารถเลือกช่วงราคา , ยี่ห้อ , หรือแม้แต่เลือกร้านที่มีหน้าร้านใกล้ตัวเรา และมันช่วยให้เราเห็นเปรียบเทียบกันชัดๆ ว่า ร้านมอลล์ในแอปส้ม กับ ร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าแถวบ้าน ใครให้ราคาดีกว่ากัน
  3. Google Lens ค้นหาจากสิ่งที่เห็น นี่คือส่วนที่ล้ำที่สุด Google Shopping ทำงานร่วมกับ Google Lens ได้อย่างไร้รอยต่อ วิธีใช้งานหากเราเห็นของจริงตรงหน้า หรือเห็นรูปในโซเชียล แค่ใช้ Google Lens ส่องผลลัพธ์ที่ได้ จะส่งการค้นหามาที่หน้า Google Shopping เพื่อบอกพิกัดร้านค้าที่ขายของสิ่งนั้นทันที พร้อมราคาเปรียบเทียบจากหลายแหล่ง
  4. การจัดลำดับความน่าเชื่อถือ Google มีการเก็บคะแนนรีวิวร้านค้า ประโยชน์ของแอปเราจะเห็นดาวและรีวิวจากคนที่เคยซื้อจริงๆ จากเว็บนั้นๆ ไม่ใช่แค่รีวิวในหน้าสินค้า ทำให้เรากล้าตัดสินใจซื้อจากเว็บที่เราไม่คุ้นเคยได้มากขึ้น ถ้าเห็นว่าคะแนนรีวิว Google ของเขาดี

▶ แอป Google Shopping เหมาะกับใคร?
● ประเภทสายรีบ: อยากรู้ราคากลางเดี๋ยวนี้ ไม่ยากโหลดแอปเพิ่ม
● ประเภทสายเปรียบเทียบวงกว้าง: อยากเห็นราคาทั้งจาก Marketplace (Lazada/Shopee) และจากหน้าเว็บของร้านค้าทั่วไป (เช่น Power Buy, Advice) ในที่เดียว
● ประเภทสายค้นหาจากภาพ: เจอของที่ถูกใจแต่ไม่รู้จักชื่อรุ่น ใช้ Google Lens ช่วยหาพิกัดได้แม่นยำที่สุด

Google Shopping
Google Shopping
Google Shopping

4. Cheapster

แอปนี้ไม่ได้เช็กราคาตลาด แต่เช็กความคุ้มต่อหน่วย วิธีการใช้งานเพียงใส่ราคากับน้ำหนัก/จำนวนชิ้นลงไป มีหลักการทำงานข้อมูลดังนี้

  1. ราคาต่อหน่วย กลยุทธ์ของร้านค้าส่วนใหญ่คือทำให้เราเชื่อว่า ยิ่งซื้อเยอะ ยิ่งถูก แต่ความจริงไม่เสมอไป เราจะแค่กรอกราคาและปริมาณของตัวเลือกที่มี เช่น น้ำหนัก, จำนวนมิลลิลิตร, หรือจำนวนชิ้น จากนั้นแอปจะการวิเคราะห์ คำนวณให้ทันทีว่าสินค้าแต่ละตัวมีราคา บาทต่อหน่วย เท่าไหร่ และจะแสดงสัญลักษณ์ให้เห็นชัดๆ ว่าอันไหนคือตัวเลือกที่ คุ้มค่าที่สุด
  2. ลอกคราบโปรโมชันหลอกตา บางครั้งป้าย Buy 2 Get 1 Free หรือ Value Pack อาจจะแพงกว่าการซื้อแยกชิ้นตอนลดราคาปกติ Cheapster ช่วยให้เราเห็น ความจริง หลังป้ายลดราคา ทำให้เราไม่ต้องจ่ายแพงกว่าเพียงเพราะหลงเชื่อคำว่า แพ็กสุดคุ้ม
  3. ออกแบบมาเพื่อใช้งานจริงขณะเดินชอป หน้าตาแอปเรียบง่าย (Minimal) มาก เปิดปุ๊บกรอกปั๊บ ไม่ต้องกดหลายขั้นตอน ไม่ต้องใช้เน็ตในการคำนวณ เหมาะมากสำหรับซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นใต้ดินที่สัญญาณโทรศัพท์เข้าไม่ถึง
  4. เทียบข้ามแบรนด์ข้ามขนาด เราสามารถเทียบสินค้าคนละยี่ห้อกันได้ด้วย เช่น น้ำยาปรับผ้านุ่มยี่ห้อ A ขนาด 500 มล. กับยี่ห้อ B ขนาด 600 มล. เพื่อดูว่าในปริมาณที่เท่ากัน เราจ่ายให้ใครถูกกว่า แอปจะอธิบายได้ชัดเจนว่า ซื้อแพ็ค 3 ชิ้น ราคา 199 กับ ซื้อ 1 แถม 1 ราคา 150 แบบไหนที่เราจ่ายเงินน้อยกว่าต่อปริมาณที่ได้รับจริง

▶ แอป Cheapster เหมาะกับใคร?
● พ่อบ้านแม่บ้านที่ต้องซื้อของใช้เข้าบ้านปริมาณมากๆ (ของใช้สิ้นเปลือง เช่น ทิชชู่, นม, ผงซักฟอก)
● สายตุนที่ชอบซื้อของตอนลดราคา แต่ต้องการความมั่นใจว่าตุนขนาดนี้คุ้มจริงไหม -คนทำธุรกิจ/ร้านอาหาร: ที่ต้องเปรียบเทียบต้นทุนวัตถุดิบเพื่อให้ได้ราคาที่ต่ำที่สุด

5. Keepa

สำหรับใครที่ชอปปิ้งผ่าน Amazon หรือเว็บต่างประเทศ Keepa ไม่ใช่แค่แอปเช็กราคาธรรมดา แต่เป็น Database ขนาดมหึมา ที่ติดตามสินค้าแทบทุกชิ้นบน Amazon แบบวินาทีต่อวินาที มีหลักการทำงานข้อมูลดังนี้

  1. กราฟประวัติราคาที่ละเอียดที่สุดในโลก ในขณะที่แอปอื่นอาจจะดูย้อนหลังได้แค่ไม่กี่เดือน แต่ Keepa ให้คุณดูย้อนหลังได้เป็นปี กราฟจะแสดงแยกเลยว่า ราคามือหนึ่ง , ราคามือสอง , และราคาที่ Amazon ขายเอง ทำให้เรารู้ว่า สินค้าชิ้นนี้ราคากำลังอยู่ในช่วง ขึ้น หรือ ลง และราคาที่เห็นวันนี้คือราคาต่ำสุดในรอบปีแล้วหรือยัง
  2. ระบบแจ้งเตือนราคา ของสายพรีออเดอร์ เราสามารถตั้งค่าได้ว่าถ้าของชิ้นนี้ลดลงเหลือนี้ เมื่อไหร่ ให้เตือนฉันที Keepa จะส่งอีเมล , ข้อความในแอป หรือแม้แต่แจ้งเตือนผ่าน Telegram/Web Push ทันทีที่ราคาตกมาถึงจุดที่เราตั้งไว้ ทำให้เรากดสั่งซื้อได้ทันก่อนของจะหมด (Out of stock)
  3. การวิเคราะห์ ค่าส่ง และ สต็อก สำหรับสายพรีออเดอร์ สิ่งที่น่ากลัวคือ ของหมด Keepa สามารถโชว์สถิติได้ว่า สินค้าชิ้นนี้มีของเข้า-ออก บ่อยแค่ไหน และร้านค้าที่ขายราคาถูกที่สุดเขามีค่าส่งมาไทย (Shipping) เท่าไหร่ หรือมีโปรโมชันส่งฟรีไหม
  4. เช็ก Lightning Deals ล่วงหน้า Amazon มักจะมีดีลสายฟ้าแลบที่ลดราคาโหดๆ ในเวลาจำกัด Keepa ช่วยให้คุณมองเห็นแนวโน้มว่าดีลเหล่านี้จะมาเมื่อไหร่ ทำให้เราเตรียมเงินในบัตรเครดิตไว้ได้ทันเวลา ไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลัง

▶ แอป Keepa เหมาะกับใคร?
● ประเภทสาย Gadget / ของเล่น: เช่น โมเดลสะสม, เกมคอนโซล, หูฟังแบรนด์นอก ที่ราคาในไทยแพงกว่ามาก
● ประเภทพ่อค้าแม่ค้าพรีออเดอร์: ที่ต้องการซื้อของตอนที่ราคาต่ำที่สุด เพื่อนำมาขายต่อให้ได้กำไรดีที่สุด
● ประเภทคนที่ชอบของมือสองสภาพนางฟ้า: เพราะ Keepa ตามราคา “Amazon Warehouse” (ของตีกลับสภาพดี) ได้แม่นยำมาก

Leave a Comment