เรื่องภาษีสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มักจะดูน่าปวดหัว แต่ถ้าเราแยกแยะประเภทรายได้และหน้าที่ของเราให้ชัดเจน มันจะกลายเป็นเรื่องที่จัดการได้ไม่ยาก ทำไมต้องรู้ก่อนว่ารายได้เราอยู่กลุ่มไหน? หลักๆแบ่งได้ 3กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มขายของออนไลน์แบบซื้อมาขายไป
นี่คือกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ครับ เช่น รับเสื้อผ้าจากประตูน้ำมาขาย , นำเข้าของจากจีน , ขายของกินเล่น หรือขายเครื่องสำอาง คุณเป็นเจ้าของสินค้าเอง มีสต็อก หรือไม่มีแบบ Dropship ก็ได้ และมุ่งหวังกำไรจากส่วนต่างราคา การหักค่าใช้จ่าย หักแบบเหมาได้ 60% ของรายได้ ไม่ต้องมีใบเสร็จต้นทุน หักตามจริง ต้องเก็บใบเสร็จต้นทุนสินค้าและค่าขนส่งทุกอย่างไว้
2. กลุ่มขายของออนไลน์แบบนายหน้า/Affiliate
ถ้าไม่ได้ขายของตัวเอง แต่ทำ TikTok Affiliate , แปะลิงก์ Shopee/Lazada หรือเป็นตัวแทนแบบไม่สต็อกสินค้าที่ได้เป็นค่าคอมมิชชัน รายได้ของคุณมาจากการบริการ หรือการเป็นหน้าม้าช่วยขายค่าตอบแทนเป็นค่าคอมมิชชัน/ค่าจ้าง การหักค่าใช้จ่ายหักแบบเหมาได้ 50% แต่ ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งจะหักได้น้อยกว่าแบบขายของเองมาก
3. กลุ่มรับจ้างผลิต/ทำงานฝีมือ
เช่น รับทำข้าวกล่องตามสั่ง , รับสกรีนเสื้อตามออเดอร์ , ทำงานฝีมือ (Handmade) มีการจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญ คือคุณจัดหาของหลักๆ มาเพื่อประกอบเป็นชิ้นงานใหม่ การหักค่าใช้จ่ายมักจะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% เช่นกัน
▶ ทำไมต้องรู้ว่าเราอยู่กลุ่มไหน?
- ความต่างของยอดที่ต้องเสียภาษี ถ้าคุณมีรายได้ 1 ล้านบาท ถ้ามองเป็นขายของคุณหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 600,000 บาท เหลือเงินไปคำนวณภาษีแค่ 400,000 บาท แต่ถ้ามองเป็น ค่านายหน้า คุณหักได้สูงสุดแค่ 100,000 บาท เหลือเงินไปคำนวณภาษีสูงถึง 900,000 บาท! เสียภาษีแพงกว่ามาก
- การเลือกแบบฟอร์ม เพื่อให้กรอกแบบ ภ.ง.ด.90/94 ได้ถูกต้อง ไม่โดนเรียกตรวจสอบภายหลัง
❌ ข้อควรระวังสำหรับคนที่มีงานประจำ หากคุณทำงานประจำ และขายของออนไลน์ด้วย คุณต้องนำรายได้ทั้งสองทางมารวมกันเพื่อเสียภาษีตอนปลายปี จะแยกคำนวณไม่ได้ สรุปสั้นๆ ถ้าคุณซื้อของมาแล้วส่งของให้ลูกค้าเอง หรือสต็อกเอง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับสิทธิประโยชน์ในการหักค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างดีสำหรับพ่อค้าแม่ค้า
▶ การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ในฐานะบุคคลธรรมดา ไม่ได้จดบริษัท คือการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซึ่งก็คือการนำผลกำไรหรือรายได้ที่ได้จากการขายของตลอดทั้งปี มาแจ้งให้รัฐทราบเพื่อคำนวณภาษี สิ่งที่ทำให้หลายคนสับสนคือ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มีหน้าที่ต้องยื่นภาษี ปีละ 2 ครั้ง ดังนี้
1. ภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด. 94) เป็นการสรุปรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วง ครึ่งปีแรก เพื่อช่วยกระจายภาระภาษี ไม่ต้องไปจ่ายก้อนใหญ่ทีเดียวตอนต้นปีหน้า
- ช่วงรายได้ที่นำมาคำนวณ > 1 มกราคม – 30 มิถุนายน
- ช่วงเวลาที่ต้องยื่น > กรกฎาคม – กันยายน ของปีนั้นๆ
- ใครต้องยื่น > คนที่มีรายได้ (แบบยังไม่หักค่าใช้จ่าย) เกิน 60,000 บาท ในช่วงครึ่งปีแรก
2. ภาษีปลายปี (ภ.ง.ด. 90) เป็นการสรุปรายได้ ทั้งปี เพื่อคำนวณภาษีสุทธิที่ต้องจ่ายจริง
- ช่วงรายได้ที่นำมาคำนวณ > 1 มกราคม – 31 ธันวาคม (ทั้งปี)
- ช่วงเวลาที่ต้องยื่น > มกราคม – มีนาคม ของปีถัดไป
- หลักการ > นำภาษีที่คำนวณได้จากรายได้ทั้งปี ไปลบออกด้วยภาษีครึ่งปีที่จ่ายไปแล้วถ้าเหลือเท่าไหร่ก็จ่ายเพิ่มเท่านั้น
สูตรคำนวณภาษีที่ต้องรู้ : สรรพากรใช้สูตรที่เรียกว่าภาษีเงินได้แบบขั้นบันไดซึ่งคิดจาก เงินได้สุทธิ = รายได้ทั้งหมด – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน
- รายได้ทั้งหมด : ยอดขายทั้งหมด (ยังไม่หักทุน)
- ค่าใช้จ่าย : เลือกหักได้ 2 แบบ (เหมา 60% หรือ ตามจริง)
- ค่าลดหย่อน : ตัวช่วยลดภาษี เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว (60,000 บาท), ค่าลดหย่อนบุตร, ประกันชีวิต, SSF/RMF เป็นต้น
▶ ตารางอัตราภาษี แบบคร่าวๆ หลังจากหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนแล้ว เหลือเงินเท่าไหร่มาดูตารางนี้
| เงินได้สุทธิ (กำไรหลังหักลดหย่อน) | อัตราภาษี |
| 0 – 150,000 บาท | ยกเว้นภาษี |
| 150,001 – 300,000 บาท | 5% |
| 300,001 – 500,000 บาท | 10% |
| 500,001 – 750,000 บาท | 15% |
| (เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ) | … |
▶ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) (สำคัญมาก!)
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ครับ เพราะหลายคนมักเข้าใจผิดว่าเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แล้วคือจบ แต่ความจริงแล้วภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออีกหนึ่งด่านที่แยกต่างหาก และมีมูลค่าสูงกว่ามากหากโดนเรียกเก็บย้อนหลัง สรุปประเด็นสำคัญของ VAT 7% ที่คุณต้องรู้มีดังนี้
1. เกณฑ์ตัดสิน : 1.8 ล้านบาทคือเส้นตาย
- ถ้ามียอดขาย (รายรับรวม) ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี คุณจะจด VAT หรือไม่จดก็ได้ (ส่วนใหญ่ไม่จดเพื่อรักษาความได้เปรียบด้านราคา)
- ถ้ามียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีเมื่อไหร่ กฎหมายบังคับว่าคุณต้องไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ยอดขายถึงเกณฑ์นั้น
❌ คำเตือน > 1.8 ล้านบาท คิดจากยอดขาย เงินที่ลูกค้าโอนมา ไม่ใช่คิดจากกำไร
2. จด VAT แล้วต้องทำอะไรบ้าง? เมื่อคุณเข้าสู่ระบบ VAT หน้าที่ของคุณจะเปลี่ยนไปทันที
- ต้องเก็บ VAT จากลูกค้า: คุณมีหน้าที่บวกภาษีเพิ่ม 7% จากราคาสินค้า หรือถ้าราคาเดิมคือ 100 บาท คุณต้องรู้ว่าในนั้นมี VAT แฝงอยู่ประมาณ 6.54 บาท
- ออกใบกำกับภาษี: ทุกครั้งที่ขายของ คุณต้องออกใบกำกับภาษี (อย่างย่อหรือเต็มรูป) ให้ลูกค้า
- ทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย: เก็บหลักฐานว่าในเดือนนั้นคุณจ่าย VAT ไปเท่าไหร่ (ตอนซื้อของมาสต็อก) และเก็บ VAT มาเท่าไหร่ (ตอนขายของ)
- ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน: ต้องยื่นรายงานและนำส่งเงินภาษีให้สรรพากร ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ยื่นทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มีการขายเลยก็ตาม)
3. วิธีคำนวณเงินที่ต้องส่งสรรพากรหลักการง่ายๆ คือ ภาษีขาย – ภาษีซื้อ = เงินที่ต้องนำส่ง
- ภาษีขาย: VAT 7% ที่คุณเรียกเก็บจากลูกค้า
- ภาษีซื้อ : VAT 7% ที่คุณจ่ายให้ซัพพลายเออร์ตอนซื้อของเข้าสต็อก (ต้องมีใบกำกับภาษีเต็มรูปเป็นหลักฐานเท่านั้น)
- ถ้าภาษีขาย > ภาษีซื้อ คุณต้องนำเงินส่วนต่างไปส่งสรรพากร
- ถ้าภาษีซื้อ > ภาษีขาย คุณสามารถขอคืนภาษีหรือเก็บไว้หักลบในเดือนถัดไปได้
4. ทำไมถึงบอกว่าสำคัญมาก? ความเสี่ยงย้อนหลัง สิ่งที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มักจะโดนคือการถูกตรวจพบย้อนหลังว่ายอดขายเกิน 1.8 ล้านมานานแล้ว ตัวอย่างเช่น คุณยอดขายถึง 1.8 ล้านตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ไม่ได้จด VAT พอสรรพากรมาตรวจเจอปีนี้ คุณจะโดน
- ภาษี VAT 7% ของยอดขายที่เกินมาทั้งหมด (ต้องควักกระเป๋าตัวเองจ่าย เพราะไม่ได้เรียกเก็บลูกค้ามาแต่แรก)
- เบี้ยปรับ 1-2 เท่า ของยอดภาษี
- เงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) 1.5% ต่อเดือน ของยอดภาษี
▶ วิธีคำนวณภาษี (เลือกได้ 2 แบบ)
ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ (เงินได้ประเภท 40(8)) กฎหมายอนุญาตให้คุณเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายได้ 2 รูปแบบ เพื่อนำไปหักออกจากรายได้รวมก่อนจะนำไปคำนวณภาษี นี่คือความแตกต่างที่ต้องเลือกให้ดี เพื่อให้เสียภาษีน้อยที่สุด
แบบที่ 1 หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (60%) วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมที่สุดสำหรับมือใหม่หรือร้านที่ไม่ได้ทำบัญชีละเอียด
- หลักการ คือ สรรพากรยอมให้คุณหักต้นทุนได้ทันที 60% ของยอดขาย โดยไม่ต้องมีหลักฐานใบเสร็จใดๆ เลย ส่วนอีก 40% ที่เหลือจะถือเป็นกำไรเพื่อนำไปคิดภาษี
- เหมาะกับใคร?
- ร้านที่ไม่มีใบกำกับภาษีเวลาไปซื้อของ เช่น ซื้อจากตลาดนัด, สำเพ็ง, หรือสั่งจากจีนแบบชิปปิ้งทั่วไป
- ร้านที่มีกำไรต่อชิ้นสูง Margin มากกว่า 40%
- ข้อดี คือ ง่าย ไม่ต้องเก็บสลิป ไม่ต้องทำบัญชีต้นทุนให้ปวดหัว
- ตัวอย่าง เช่น ยอดขาย 1,000,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 600,000 บาท เหลือเงินไปคิดภาษี 400,000 บาท
แบบที่ 2: หักค่าใช้จ่ายตามจริง ต้องมีหลักฐาน วิธีนี้คือการนำต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดมาหักออกจากรายได้
- หลักการ คือ คุณสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการขาย เช่น ค่าสินค้า, ค่าเช่าที่, ค่าจ้างแอดมิน, ค่าโฆษณา (Facebook/TikTok Ads), ค่ากล่องพัสดุ
- เงื่อนไขเหล็ก ต้องมีใบกำกับภาษีเต็มรูป หรือหลักฐานการจ่ายเงินที่ชัดเจนและระบุชื่อ-ที่อยู่ของคุณอย่างถูกต้องเท่านั้น สลิปโอนเงินทั่วไปมักใช้ไม่ได้
- เหมาะกับใคร?
- ร้านที่กำไรน้อย (Margin ต่ำกว่า 40%) เช่น รับโทรศัพท์มาขายต่อ ซึ่งต้นทุนเครื่องสูงมาก
- ร้านที่มีการจดทะเบียนบริษัทหรือร้านที่ซื้อของจากซัพพลายเออร์จดทะเบียนรายใหญ่
- ข้อดี คือ ถ้าคุณขายของแล้วขาดทุนหรือกำริน้อยมาก วิธีนี้จะช่วยให้คุณ ไม่ต้องเสียภาษีเลย หรือเสียน้อยมาก
- ตัวอย่าง เช่น ยอดขาย 1,000,000 บาท แต่ต้นทุนสินค้าและค่าแอดรวมแล้ว 850,000 บาท (มีใบเสร็จครบ) เหลือเงินไปคิดภาษีแค่ 150,000 บาท (น้อยกว่าแบบเหมา)
▶ ตารางเปรียบเทียบ
| หัวข้อเปรียบเทียบ | แบบเหมา (60%) | แบบตามจริง |
| ความยากง่าย | ง่ายมาก ไม่ต้องมีหลักฐาน | ยุ่งยาก ต้องเก็บเอกสารทุกอย่าง |
| เอกสารที่ต้องใช้ | ไม่ต้องใช้ | ใบกำกับภาษี / ใบเสร็จรับเงิน |
| กำไรที่เหมาะสม | กำไรมากกว่า 40% | กำไรน้อยกว่า 40% |
| ความเสี่ยง | ต่ำ ตรวจสอบง่าย | สูง (ถ้าเอกสารไม่ครบอาจโดนตีกลับ) |
▶ ทำอย่างไรไม่ให้โดนเรียกย้อนหลัง? (Checklist)
การโดนภาษีย้อนหลังมักเกิดจากความไม่รู้ หรือ การจัดเก็บข้อมูลที่ไม่เป็นระบบ เพื่อให้คุณทำธุรกิจออนไลน์ได้อย่างสบายใจและโปร่งใสที่สุด นี่คือ Checklist 5 ข้อสำคัญ ที่จะช่วยเป็นเกราะป้องกันการถูกตรวจสอบย้อนหลัง
1. แยกบัญชีธนาคารส่วนตัว กับ ร้านค้า ออกจากกันชัดเจน นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด
- เหตุผล > หากใช้บัญชีเดียวกัน สรรพากรจะมองว่าเงินทุกบาทที่โอนเข้าคือรายได้จากการขาย ทั้งหมด รวมถึงเงินที่เพื่อนคืน หรือเงินโอนให้พ่อแม่ การแยกบัญชีช่วยให้คุณสรุปยอดขายได้แม่นยำและชี้แจงที่มาของเงินได้ง่ายเมื่อถูกตรวจสอบ
- วิธีทำ > เปิดบัญชีใหม่เพื่อรับเงินจากลูกค้าและจ่ายค่าสินค้า/ค่าแอดโดยเฉพาะ
2. มอนิเตอร์จำนวนครั้ง และ ยอดเงิน ขาเข้า กฎหมายรายงานข้อมูลธนาคาร ปัจจุบันธนาคารมีหน้าที่ส่งข้อมูลบัญชีที่มีลักษณะเฉพาะให้สรรพากรโดยอัตโนมัติ คุณต้องเช็กว่าเข้าเงื่อนไขนี้หรือไม่
- เงื่อนไขที่ 1 มีเงินโอนเข้าตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี ไม่จำกัดจำนวนเงิน
- เงื่อนไขที่ 2 มีเงินโอนเข้าตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป และยอดรวมถึง 2 ล้านบาทต่อปี
- วิธีป้องกัน อย่าพยายามกระจายบัญชี เพื่อเลี่ยงกฎข้อนี้ เพราะ AI สรรพากรสามารถเชื่อมโยงเลขบัตรประชาชนได้ แต่ให้ใช้ข้อมูลนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าคุณต้องเริ่มเตรียมตัวยื่นภาษีอย่างจริงจังแล้ว
3. ทำสมุดรายวันรับ-จ่าย แบบง่ายๆ ไม่ต้องจบบัญชีก็ทำได้ อย่ารอให้ถึงปลายปีแล้วค่อยมาไล่ดู Statement ย้อนหลัง 12 เดือน
- เหตุผล > การทำบันทึกรายวันช่วยให้คุณรู้ จุดตัด 1.8 ล้านบาท (เกณฑ์จด VAT) ได้ทันเวลา
- วิธีทำ > จดบันทึกยอดขายรายวัน และต้นทุนที่จ่ายไป (ค่าของ, ค่าส่ง, ค่าแอด) ใน Excel หรือแอปโน้ต เพื่อให้เห็นกำไรที่แท้จริงและเตรียมงบสำหรับจ่ายภาษี
4. เก็บหลักฐานรายจ่าย ให้ครบ แม้จะหักภาษีแบบเหมาก็ตาม แม้คุณจะเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% แต่การมีหลักฐานต้นทุนก็เป็นเรื่องดี
- เหตุผล > หากวันหนึ่งยอดขายคุณสูงขึ้นจนการหักแบบเหมาไม่คุ้ม (กำริน้อยกว่า 40%) คุณจะสามารถเปลี่ยนไปหักตามจริงได้ทันทีหากมีหลักฐาน
- สิ่งที่ต้องเก็บ > ใบเสร็จรับเงิน, ใบกำกับภาษี, สลิปโอนเงินค่าสินค้า, หลักฐานการจ่ายค่าโฆษณา (Facebook/TikTok Ads)
5. ยื่นภาษีให้ตรงเวลา แม้จะไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียเงิน การยื่นแบบ (ภ.ง.ด. 94 และ 90) ตามกำหนด คือการแสดงตัวตนว่าเป็นผู้เสียภาษีที่ดี
- เหตุผล > การไม่ยื่นเลยจะทำให้อายุความทางภาษียาวนานถึง 10 ปี แต่ถ้าคุณยื่นอย่างถูกต้อง อายุความจะสั้นลงเหลือเพียง 2-5 ปี กรณีไม่มีเจตนาทุจริต
- ข้อดี > ลดความเสี่ยงในการโดนเบี้ยปรับ และ เงินเพิ่ม ดอกเบี้ย 1.5% ต่อเดือน ซึ่งมักจะแพงกว่าตัวภาษีหลักเสียอีก