การจัดเก็บสินค้าในร้านค้า ห้องสต็อก และคลังสินค้า หากนำสินค้าทุกประเภทมาวางรวมกันโดยไม่ได้คำนึงถึงความถี่ในการขายหรือการหยิบ อาจทำให้พนักงานต้องใช้เวลาค้นหาสินค้านาน เดินไปยังพื้นที่ต่าง ๆ หลายรอบ และใช้พื้นที่จัดเก็บได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
วิธีหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาได้คือการแบ่งสินค้าออกตาม ความเร็วในการหมุนเวียนของสินค้า หรือที่เรียกว่า Fast Moving และ Slow Moving แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้วางแผนพื้นที่จัดเก็บและตำแหน่งของชั้นวาง
หลักการสำคัญคือ สินค้าที่หยิบบ่อยควรอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงง่าย ส่วนสินค้าที่หยิบน้อยสามารถจัดเก็บในพื้นที่ที่ไม่จำเป็นต้องเข้าถึงบ่อย วิธีนี้ช่วยลดระยะทางในการหยิบสินค้า ใช้พื้นที่ได้เหมาะสม และทำให้การทำงานภายในคลังมีความเป็นระบบมากขึ้น
▶ Fast Moving และ Slow Moving คืออะไร? ◀
Fast Moving คืออะไร?
Fast Moving คือ สินค้าที่มีการขายหรือถูกหยิบบ่อยและมีการหมุนเวียนออกจากคลังอย่างรวดเร็ว เป็นการแบ่งประเภทสินค้าตาม ความเร็วในการขายหรือความถี่ในการหยิบสินค้าออกจากคลัง เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการจัดเก็บและกำหนดตำแหน่งของสินค้าได้เหมาะสมมากขึ้น
การแบ่งประเภทสินค้าในลักษณะนี้มีความสำคัญต่อการจัดการคลังสินค้า เพราะสินค้าแต่ละรายการมีความถี่ในการขายไม่เท่ากัน หากนำสินค้าที่ขายดีและสินค้าที่ขายช้ามาจัดเก็บในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด อาจทำให้พนักงานต้องเดินหยิบสินค้าไกล ใช้เวลาค้นหานาน และใช้พื้นที่จัดเก็บได้ไม่คุ้มค่า
สินค้ากลุ่มนี้มักเป็นสินค้าที่มีคำสั่งซื้อเป็นประจำ หรือมีความต้องการจากลูกค้าสูง จึงต้องมีการเติมสต็อกอยู่บ่อยครั้ง
ตัวอย่างเช่น
🔹 สินค้าที่ขายได้ทุกวัน
🔹 สินค้าที่มีออเดอร์จำนวนมาก
🔹 สินค้าที่ลูกค้าซื้อซ้ำเป็นประจำ
🔹 สินค้าที่ต้องหยิบเพื่อจัดส่งหลายครั้งต่อวัน
🔹 สินค้าที่ต้องเติมสต็อกเข้าชั้นวางบ่อย
แนวทางการจัดเก็บ: ควรอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงง่าย เช่น ใกล้ทางเดินหลัก ใกล้จุดเตรียมสินค้า หรือใกล้พื้นที่แพ็กสินค้า เพื่อช่วยลดระยะทางและเวลาในการหยิบ
Slow Moving คืออะไร?
Slow Moving หมายถึง สินค้าที่มีการขายหรือถูกหยิบน้อย และมีการหมุนเวียนออกจากคลังช้ากว่าสินค้ากลุ่มอื่น สินค้ากลุ่มนี้อาจไม่ได้มีคำสั่งซื้อเป็นประจำ หรือเป็นสินค้าที่มีความต้องการเฉพาะ จึงไม่จำเป็นต้องอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด
ตัวอย่างเช่น
🔹 สินค้าที่ขายเป็นครั้งคราว
🔹 สินค้าที่มีคำสั่งซื้อน้อย
🔹 สินค้าสำรอง
🔹 สินค้าที่มีความต้องการเฉพาะกลุ่ม
🔹 สินค้าตามฤดูกาลในช่วงที่ยังไม่ถึงช่วงขาย
แนวทางการจัดเก็บ: สามารถจัดไว้ในพื้นที่ด้านในหรือบริเวณที่ไม่ได้อยู่ใกล้จุดหยิบมากนัก เพื่อใช้พื้นที่ที่เข้าถึงง่ายสำหรับสินค้าที่มีการหยิบบ่อยกว่า
ทำไมต้องแบ่งพื้นที่จัดเก็บตามความเร็วในการขาย?
เหตุผลสำคัญคือ ความถี่ในการหยิบสินค้าและระยะทางที่พนักงานต้องเดิน มีผลโดยตรงต่อเวลาและประสิทธิภาพในการทำงานของคลังสินค้า
- ลองเปรียบเทียบง่าย ๆ หากสินค้า A เป็นสินค้าที่ถูกหยิบวันละ 50 ครั้ง แต่ถูกจัดเก็บไว้ด้านในสุดของคลัง พนักงานจะต้องเดินเข้าไปหยิบสินค้าซ้ำหลายรอบ ทำให้เสียทั้งเวลาและแรงงาน
- ในขณะที่สินค้า B ถูกหยิบเพียงสัปดาห์ละครั้ง แต่กลับถูกวางไว้ใกล้ประตูหรือใกล้พื้นที่แพ็กสินค้า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายกว่า
- การจัดวางแบบนี้ทำให้ พื้นที่ที่เข้าถึงง่ายไม่ได้ถูกใช้กับสินค้าที่มีความถี่ในการหยิบสูง ขณะที่สินค้าที่ต้องหยิบบ่อยกลับอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงยาก
การแบ่งสินค้าเป็น Fast Moving และ Slow Moving จึงช่วยให้สามารถจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่จัดเก็บได้เหมาะสม โดยนำสินค้าที่หยิบบ่อยมาวางในตำแหน่งที่เข้าถึงง่าย และนำสินค้าที่หยิบน้อยไปจัดเก็บในพื้นที่ที่ไม่จำเป็นต้องเข้าถึงบ่อย ช่วยลดระยะทางในการหยิบและทำให้การทำงานภายในคลังสินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น
▶ วิธีแบ่งพื้นที่จัดเก็บสินค้าแบบ Fast Moving และ Slow Moving ◀
การแบ่งพื้นที่จัดเก็บสินค้าโดยพิจารณาจากความเร็วในการขายหรือความถี่ในการหยิบ เป็นแนวทางที่ช่วยให้การจัดการคลังสินค้าเป็นระบบมากขึ้น เพราะสินค้าแต่ละประเภทมีความต้องการในการเข้าถึงไม่เท่ากัน การนำสินค้าที่หยิบบ่อยมาจัดไว้ในตำแหน่งที่เข้าถึงง่าย และนำสินค้าที่หยิบน้อยไปไว้ในพื้นที่ที่เข้าถึงน้อยกว่า จะช่วยลดเวลาในการทำงานและใช้พื้นที่จัดเก็บได้อย่างเหมาะสม
1. วิเคราะห์ความถี่ในการขายและการหยิบสินค้า
ก่อนแบ่งพื้นที่จัดเก็บ ควรเริ่มจากการดูข้อมูลว่าสินค้าแต่ละรายการมี ความถี่ในการขายและการหยิบมากน้อยเพียงใด ไม่ควรดูจากยอดขายเพียงอย่างเดียว เพราะสินค้าบางรายการอาจมียอดขายต่อครั้งสูง แต่ถูกหยิบไม่บ่อย ขณะที่บางรายการอาจขายครั้งละไม่มาก แต่มีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
สามารถนำข้อมูลจากระบบขาย ใบสั่งซื้อ หรือข้อมูลการเบิกสินค้า มาวิเคราะห์ย้อนหลัง เช่น รายสัปดาห์หรือรายเดือน เพื่อดูว่าสินค้าตัวใดถูกหยิบบ่อยที่สุด
ตัวอย่างเช่น
- สินค้า A ถูกหยิบวันละ 30–50 ครั้ง → Fast Moving
- สินค้า B ถูกหยิบวันละ 5–10 ครั้ง → Medium Moving
- สินค้า C ถูกหยิบเพียงสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง → Slow Moving
เมื่อทราบความถี่แล้ว จึงสามารถจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ที่เข้าถึงง่ายที่สุดกับสินค้าทุกประเภท
2. จัด Fast Moving ไว้ในพื้นที่เข้าถึงง่าย
สินค้ากลุ่ม Fast Moving เป็นสินค้าที่มีการขายหรือหยิบบ่อย จึงควรจัดไว้ในตำแหน่งที่พนักงานสามารถเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว เช่น ใกล้ทางเดินหลัก ใกล้จุดเบิกสินค้า หรือใกล้พื้นที่แพ็กสินค้า
แนวคิดสำคัญคือ ลดจำนวนก้าวและระยะทางที่ต้องเดินในการหยิบสินค้า เพราะแม้การเดินไปหยิบสินค้าแต่ละครั้งจะใช้เวลาเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเกิดขึ้นหลายสิบหรือหลายร้อยครั้งต่อวัน เวลาที่สูญเสียไปจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
นอกจากนี้ ควรพิจารณาระดับความสูงของชั้นวางด้วย สินค้าที่หยิบบ่อยอาจวางไว้ในระดับที่หยิบจับได้สะดวก ไม่ต้องก้มมากหรือเอื้อมสูงเกินไป ซึ่งช่วยให้การทำงานต่อเนื่องเป็นไปอย่างคล่องตัวมากขึ้น ดังนั้น การจัด Fast Moving ไม่ได้หมายถึงเพียงการวางไว้ “ใกล้ประตู” เท่านั้น แต่ควรพิจารณาทั้ง ระยะทาง ความสะดวกในการหยิบ และความถี่ในการใช้งาน ร่วมกัน
3. จัด Slow Moving ไว้ในพื้นที่ที่เข้าถึงน้อยกว่า
สำหรับสินค้า Slow Moving ที่มีการขายหรือหยิบไม่บ่อย ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ที่เข้าถึงง่ายที่สุด เพราะพนักงานไม่ได้ต้องเข้าไปหยิบสินค้าเหล่านี้บ่อยครั้ง สามารถจัดเก็บไว้ในพื้นที่ด้านในของคลัง ชั้นวางด้านบน หรือพื้นที่สำรองที่เหมาะสมกับลักษณะของสินค้าได้ โดยควรคำนึงถึงน้ำหนักและความปลอดภัยในการจัดเก็บด้วย
การนำ Slow Moving ไปไว้ในพื้นที่เหล่านี้ช่วยให้สามารถ สงวนพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายสำหรับ Fast Moving ซึ่งเป็นสินค้าที่มีผลต่อการทำงานประจำวันมากกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำสินค้าที่หยิบน้อยไปไว้ในตำแหน่งที่เข้าถึงยากจนเกินไป เพราะยังจำเป็นต้องสามารถตรวจสอบและนำออกมาใช้งานได้เมื่อมีคำสั่งซื้อ
แนวทางที่เหมาะสมคือ เข้าถึงได้เมื่อจำเป็น แต่ไม่ต้องอยู่ในตำแหน่งที่ต้องเข้าถึงตลอดเวลา
4. พิจารณาขนาด น้ำหนัก และปริมาณสินค้าร่วมด้วย
การแบ่ง Fast Moving และ Slow Moving ไม่ควรใช้ความเร็วในการขายเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว เพราะสินค้าที่มีความถี่ในการหยิบเท่ากัน อาจมีขนาด น้ำหนัก และปริมาณสต็อกแตกต่างกันมาก ตัวอย่างเช่น สินค้า A เป็น Fast Moving แต่มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก การนำไปวางบนชั้นสูงอาจไม่เหมาะสม แม้จะเป็นสินค้าที่หยิบบ่อยก็ตาม ในกรณีนี้ควรเลือกตำแหน่งที่หยิบได้สะดวกและปลอดภัยมากกว่า
สิ่งที่ควรพิจารณาร่วมกัน ได้แก่
🔹 ความถี่ในการหยิบ – หยิบบ่อยแค่ไหน
🔹 ขนาดสินค้า – ใช้พื้นที่บนชั้นมากน้อยเพียงใด
🔹 น้ำหนักสินค้า – เหมาะกับการวางระดับใด
🔹 ปริมาณสต็อก – มีสินค้าเก็บจำนวนมากหรือไม่
🔹 ความถี่ในการเติมสินค้า – ต้องเติมเข้าชั้นบ่อยแค่ไหน
🔹 ลักษณะการหยิบ – หยิบทีละชิ้นหรือหยิบครั้งละหลายชิ้น
การพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันจะช่วยให้การแบ่งพื้นที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการดูเฉพาะยอดขาย
5. ตรวจสอบและปรับตำแหน่งสินค้าอย่างสม่ำเสมอ
การแบ่ง Fast Moving และ Slow Moving ไม่ควรทำเพียงครั้งเดียวแล้วใช้ตำแหน่งเดิมตลอดไป เพราะความต้องการของลูกค้าและยอดขายสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สินค้าที่เคยขายน้อยอาจกลายเป็นสินค้าขายดีจากการจัดโปรโมชั่น เทศกาล หรือการเปลี่ยนแปลงของความต้องการลูกค้า ขณะเดียวกันสินค้าที่เคยขายดีอาจมียอดขายลดลงเมื่อพฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไป
จึงควรตรวจสอบข้อมูลการขายและการหยิบสินค้าเป็นระยะ เช่น ทุกเดือน ทุกไตรมาส หรือหลังจบช่วงโปรโมชั่น แล้วนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับตำแหน่งจัดเก็บจริง
หากพบว่าสินค้าบางรายการมีความถี่ในการหยิบเพิ่มขึ้น ก็ควรพิจารณาย้ายมาไว้ในตำแหน่งที่เข้าถึงง่ายกว่า ในทางกลับกัน หากสินค้าบางรายการมียอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถปรับไปยังพื้นที่ที่ไม่จำเป็นต้องเข้าถึงบ่อยได้ วิธีนี้ช่วยให้พื้นที่จัดเก็บสามารถ ปรับตามการใช้งานจริง และลดปัญหาการจัดวางสินค้าแบบเดิมที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
การจัด Fast Moving และ Slow Moving ช่วยลดเวลาการหยิบสินค้าได้อย่างไร?
1. ลดระยะทางในการหยิบสินค้า
นำสินค้า Fast Moving ที่ถูกหยิบบ่อยมาจัดไว้ใกล้ทางเดินหลักหรือจุดแพ็ก ช่วยลดระยะทางที่พนักงานต้องเดินในแต่ละออเดอร์
2. ลดเวลาในการทำงาน
เมื่อสินค้าที่ต้องหยิบบ่อยอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงง่าย พนักงานสามารถค้นหาและหยิบสินค้าได้รวดเร็วขึ้น ทำให้ใช้เวลาต่อออเดอร์น้อยลง
3. ลดการเดินไปมาในคลัง
การแบ่งพื้นที่อย่างชัดเจนช่วยให้พนักงานรู้ตำแหน่งของสินค้าแต่ละกลุ่ม ไม่ต้องเดินค้นหาหรือย้อนกลับไปมาโดยไม่จำเป็น
4. เพิ่มความคล่องตัวในการจัดการออเดอร์
เมื่อหยิบสินค้าได้เร็วขึ้น สินค้าจะเข้าสู่ขั้นตอนรวบรวม ตรวจสอบ และแพ็กได้เร็วขึ้น ช่วยให้รองรับออเดอร์ได้มากขึ้น
5. ใช้พื้นที่คลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การจัด Fast Moving ไว้ในพื้นที่เข้าถึงง่าย และ Slow Moving ไว้ในพื้นที่ที่ไม่จำเป็นต้องเข้าถึงบ่อย ช่วยใช้พื้นที่ตามความสำคัญของสินค้าได้เหมาะสมมากขึ้น