การใช้พื้นที่แนวตั้งบนชั้นวางเหล็ก คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บในสต็อกได้อีกหลายเท่าตัวโดยไม่ต้องขยายขนาดห้อง 6 เคล็ดลับในการจัดระเบียบสต็อกบนชั้นวางเหล็กให้คุ้มค่าทุกตารางนิ้ว ดังนี้
1. วิเคราะห์และปรับระดับแผ่นชั้น ให้พอดีกับสินค้า
คือ กระบวนการจัดสรรและปรับเปลี่ยนความสูงของแผ่นแผงชั้นวางเหล็กแต่ละชั้น ให้สอดคล้องกับขนาดความสูงของตัวสินค้าหรือกล่องบรรจุภัณฑ์จริง เพื่อกำจัดพื้นที่ว่างที่เปล่าประโยชน์ในแนวตั้งให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองนึกถึงตู้เสื้อผ้าหรือชั้นวางหนังสือ หากเราวางของเตี้ยๆ บนชั้นที่ห่างกันมากๆ พื้นที่ด้านบนของสิ่งของนั้นก็จะกลายเป็นอากาศว่างๆ ที่ใช้ทำประโยชน์อะไรไม่ได้ การปรับระดับแผ่นชั้นคือการแก้ปัญหานี้นั่นเอง โดยมีหลักการและขั้นตอนในการวิเคราะห์ดังนี้
1.1. การวิเคราะห์สินค้า (Product Dimension Analysis)
ก่อนจะไขน็อตหรือปรับชั้นเหล็ก ต้องเริ่มจากการทำข้อมูลขนาดของสินค้าก่อน
- วัดความสูงจริง วัดความสูงของกล่องสินค้า หรือกลุ่มสินค้าที่วางซ้อนกัน ในหนึ่งตั้งว่าสูงเท่าไหร่
- จัดกลุ่มความสูง แยกสินค้าที่มีความสูงใกล้เคียงกันให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เพื่อจะได้จัดให้อยู่บนชั้นวางระดับเดียวกัน ไม่เอาสินค้าสูงและต่ำมาวางปนกันในชั้นเดียวจนเสียพื้นที่แนวตั้ง
1.2. หลักการคำนวณระยะห่างเพื่อปรับแผ่นชั้น
- ระยะเผื่อสำหรับหยิบ ควรเว้นพื้นที่ว่างเหนือตัวสินค้าไว้ประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดสินค้า
- เหตุผลที่ต้องเว้น เพื่อให้พนักงานสามารถสอดมือเข้าไปหยิบ ยก หรือสไลด์สินค้าเข้า-ออกได้อย่างสะดวก โดยไม่ชนกับแผ่นชั้นด้านบนจนเกิดอันตรายหรือทำให้สินค้าเสียหาย
1.3. ผลลัพธ์ที่ได้จากการปรับระดับแผ่นชั้น
- เพิ่มความจุ จากเดิมชั้นวางเหล็ก 1 ชุด อาจจะมีแค่ 4 ชั้น เพราะเว้นระยะห่างเท่ากันหมดแบบหลวมๆ แต่พอปรับให้พอดีกับความสูงสินค้า อาจจะสามารถเพิ่มแผ่นชั้นแทรกเข้าไปได้เป็น 5 หรือ 6 ชั้น ทำให้เก็บของได้มากขึ้น 25-50% ในพื้นที่เท่าเดิม
- ความเป็นระเบียบและปลอดภัย สินค้าจะถูกจัดวางอย่างพอดี ไม่ล้มระเนระนาด และลดความเสี่ยงที่พนักงานจะพยายามวางของซ้อนกันสูงเกินไปจนชนชั้นบน
2. ใช้หลักการหนักอยู่ล่าง เบาอยู่บน (Weight Distribution & Safety)
คือ กฎเหล็กพื้นฐานในการจัดบริหารคลังสินค้าและจัดวางสิ่งของบนชั้นวางเหล็ก โดยยึดหลักความปลอดภัยทางวิศวกรรมโครงสร้าง ควบคู่ไปกับความสะดวกในการทำงานของมนุษย์ หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน มันคือหลักการเดียวกับการสร้างเจดีย์ หรือ พีระมิดที่ต้องมีฐานที่แน่นหนาและหนักแน่นอยู่ด้านล่าง เพื่อไม่ให้โครงสร้างทั้งหมดล้มคว่ำลงมาได้ง่ายๆ โดยรายละเอียดและเหตุผลในการนำหลักการนี้ไปใช้ มีดังนี้
2.1. ทำไมต้องเอาของหนักไว้ข้างล่าง?
- รักษาจุดศูนย์ถ่วง คือ การวางของหนักไว้ที่ชั้นล่างสุด หรือติดพื้น จะช่วยให้จุดศูนย์ถ่วงของชั้นวางเหล็กอยู่ต่ำลง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่ชั้นวางจะเอียง โคลงเคลง หรือล้มคว่ำเมื่อเกิดแรงกระแทกหรือแผ่นดินไหว
- ถนอมโครงสร้างเหล็ก ชั้นวางเหล็กส่วนใหญ่โดยเฉพาะชั้นแบบ Medium Duty หรือ Pallet Rack โครงสร้างเสาด้านล่างจะรับแรงกดมากที่สุดอยู่แล้ว การวางของหนักไว้ด้านล่างสุดจะช่วยให้แรงกดส่งตรงลงสู่พื้นปูนโดยตรง ไม่ต้องผ่านคานรับน้ำหนัก ในชั้นสูงๆ ซึ่งอาจทำให้คานแอ่นหรือหักได้
- ปลอดภัยต่อการเคลื่อนย้าย สินค้าที่หนักมักต้องใช้รถยก หรือ รถเข็น หากวางไว้ด้านล่าง พนักงานไม่ต้องยกของหนักขึ้นสูง ลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุของตกหล่นใส่พนักงาน
2.2. ทำไมต้องเอาของเบาไว้ข้างบน?
- ลดความเสี่ยงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ หากเกิดเหตุสุดวิสัยสินค้าตกหล่นลงมาจากชั้นที่สูง 2-3 เมตร สินค้าที่มีน้ำหนักเบา เช่น กล่องโฟม, ทิชชู่, พลาสติก จะสร้างความเสียหายและอันตรายต่อพนักงานที่อยู่ด้านล่างน้อยกว่าสินค้าที่มีน้ำหนักมาก
- สรีรวิทยาของคนทำงาน การเอื้อมมือขึ้นไปหยิบของเหนือศีรษะ หรือการปีนบันไดขึ้นไปหยิบสินค้า หากสินค้านั้นมีน้ำหนักเบา พนักงานจะสามารถควบคุมการหยิบจับได้ง่ายกว่า ไม่เสี่ยงต่อการปวดหลังหรือเสียหลักตกบันได
▶ ตัวอย่างการแบ่งสัดส่วนบนชั้นวางเหล็กจากล่างขึ้นบน
เพื่อให้เห็นภาพการทำงานจริง เราสามารถแบ่งชั้นวางแนวตั้งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
| ระดับชั้นวาง | ประเภทสินค้าที่ควรวาง | ตัวอย่างสินค้า |
| ชั้นบนสุด (เหนือศีรษะ) | สินค้าเบามาก / นานๆ หยิบที / สินค้าชิ้นใหญ่แต่กลวง | กล่องเปล่า, บรรจุภัณฑ์, สำลี, ทิชชู่, สต็อกสำรองที่เบา |
| ชั้นกลาง (ระดับอก-สายตา) | สินค้าหยิบจำหน่ายบ่อย / น้ำหนักปานกลาง | สินค้าขายดี, กล่องพัสดุทั่วไป, อุปกรณ์ที่ต้องใช้ทุกวัน |
| ชั้นล่างสุด (ระดับเข่า-ติดพื้น) | สินค้าหนักมาก / สินค้าอันตราย / ของเหลว | ถังน้ำมัน, ลังเครื่องดื่ม, ม้วนสายไฟขนาดใหญ่, เครื่องมือเหล็ก |
3. ใช้กล่องใส่อะไหล่ หรือกล่องพลาสติกแบบวางซ้อนได้ (Stacking Bins)
คือ เทคนิคการจัดเก็บสินค้าชิ้นเล็กชิ้นน้อย หรือสินค้าประเภทอะไหล่ โดยเปลี่ยนจากการวางแผ่กระจายไปกับพื้นชั้นวาง มาเป็นการจัดเก็บลงในกล่องพลาสติกที่มีฟังก์ชัน ประกบต่อกันหรือวางซ้อนกันได้ในแนวตั้ง เพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บและสร้างความเป็นระเบียบ หากไม่มีกล่องประเภทนี้ สินค้าชิ้นเล็กๆ จะถูกวางปนกัน หรือวางเรียงเป็นหน้ากระดาน ซึ่งจะเหลือพื้นที่ว่างด้านบนชั้นวางเหล็กอีกจำนวนมาก การใช้กล่องพลาสติกซ้อนได้จึงเข้ามาแก้ปัญหานี้โดยตรง ลักษณะเด่นของกล่องใส่อะไหล่แบบวางซ้อนได้
- เปิดด้านหน้า ตัวกล่องมักจะถูกออกแบบให้ด้านหน้ามีลักษณะลาดเอียงหรือเปิดช่องกว้าง เพื่อให้พนักงานสามารถมองเห็นของข้างใน และสามารถเอื้อมมือเข้าไปหยิบสินค้าได้ทันที แม้ว่ากล่องจะวางซ้อนกันอยู่หลายชั้นก็ตาม
- มีระบบล็อกซ้อน ที่ขอบด้านบนและด้านล่าง รวมถึงด้านข้างในบางรุ่น จะมีร่องหรือสลักที่ออกแบบมาให้ล็อกเข้ามุมกันพอดี ทำให้เวลาวางซ้อนกันสูงๆ กล่องจะไม่ลื่นไถลหรือล้มลงมา
- ช่องใส่ป้ายชื่อ ด้านหน้ากล่องจะมีช่องสำหรับเสียบกระดาษโน้ตหรือติดบาร์โค้ด เพื่อระบุชื่อสินค้า รหัส หรือจำนวน ทำให้จำแนกหมวดหมู่ได้ชัดเจน
▶ ประโยชน์ต่อการจัดระเบียบสต็อกบนชั้นวางเหล็ก
- เปลี่ยนพื้นที่อากาศให้เป็นพื้นที่เก็บของ ช่วยให้คุณสามารถซ้อนกล่องขึ้นไปจนเต็มความสูงของช่องชั้นวางเหล็กแต่ละชั้นได้อย่างคุ้มค่า
- ป้องกันสินค้าปะปนกัน เหมาะมากสำหรับร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้าง, อู่ซ่อมรถ, คลังสินค้าอีคอมเมิร์ซที่มีสินค้าจุกจิก เช่น น็อต, สกรู, เครื่องสำอาง, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- เพิ่มความเร็วในการหยิบสินค้า พนักงานไม่ต้องเสียเวลาคุ้ยหาในกล่องลังรวม เพราะแยกประเภทไว้ชัดเจนตามสีหรือป้ายชื่อหน้ากล่อง
- ยืดหยุ่นและเคลื่อนย้ายง่าย หากต้องการปรับเปลี่ยนการจัดหน้าร้าน หรือย้ายโซนสต็อก ก็สามารถยกกล่องทั้งใบไปวางเปลี่ยนตำแหน่งบนชั้นวางเหล็กตัวอื่นได้ทันที
4. ใช้ระบบรหัสตำแหน่งติดบาร์โค้ด (Location Mapping)
คือ การกำหนดที่อยู่ที่เฉพาะเจาะจงให้แก่พื้นที่ทุกช่อง ทุกชั้น และทุกแถวบนชั้นวางเหล็กอย่างเป็นระบบ จากนั้นแปลงรหัสที่อยู่นั้นให้เป็นบาร์โค้ด หรือ QR Code แปะไว้ที่หน้าชั้นวาง เพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์และพนักงานรู้พิกัดการจัดเก็บสินค้าได้อย่างแม่นยำ 100% หากไม่มีระบบนี้ พนักงานจะต้องใช้ความจำในการหาของ ซึ่งมักเกิดปัญหา ของหารหาของไม่เจอ หรือ วางของผิดที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนชั้นวางเหล็กที่สูงๆ หรือมีหลายล็อก
4.1. โครงสร้างการตั้งรหัสตำแหน่งการอ่านที่อยู่ของชั้นวาง การตั้งรหัสตำแหน่งมักนิยมใช้ตัวเลขและตัวอักษรผสมกัน โดยไล่เรียงจากภาพใหญ่ไปหาจุดย่อยที่สุด เหมือนการระบุ บ้านเลขที่ > ถนน > จังหวัด ตัวอย่างเช่น รหัส A – 03 – B – 02 สามารถแปลความหมายได้ดังนี้
- A (Zone / Aisle) : แถวหรือล็อกของชั้นวางเหล็ก (ทางเดินที่ A)
- 03 (Bay / Section) : ช่วงเสาหรือล็อกย่อยที่ 3 (นับจากหน้าไปหลัง)
- B (Level / Shelf) : ระดับชั้นวางในแนวตั้ง ชั้นที่ B หรือชั้นที่ 2 (นับจากล่างขึ้นบน)
- 02 (Position / Bin) : ช่องหรือตำแหน่งวางสินค้าช่องที่ 2 บนชั้นนั้น (นับจากซ้ายไปขวา)
เมื่อพนักงานเห็นรหัส A-03-B-02 บนหน้าจอเครื่องสแกน ก็จะเดินตรงไปยังแถว A ล็อกที่ 3 แหงนหน้าไปที่ชั้น 2 แล้วหยิบของช่องที่ 2 ได้ทันทีภายในเวลาไม่กี่วินาที
4.2. บทบาทของบาร์โค้ด ในระบบนี้ (Barcode Integration) เมื่อเราได้รหัสตำแหน่งแล้ว เราจะพิมพ์รหัสนี้ออกมาในรูปแบบสติกเกอร์บาร์โค้ดไปติดไว้ที่ขานิ้วหรือคานของชั้นวางเหล็กแต่ละช่อง เพื่อใช้งานร่วมกับระบบบริหารคลังสินค้า
- ตอนเอาสินค้าเข้าเก็บ พนักงานสแกนบาร์โค้ดที่ตัวสินค้า > สแกนบาร์โค้ดตำแหน่งที่ชั้นวาง เพื่อให้ระบบบันทึกว่า ตอนนี้สินค้าชิ้นนี้ถูกเก็บไว้ที่พิกัดนี้แล้วนะ
- ตอนหยิบสินค้าออก ระบบจะพิมพ์ใบสั่งงาน หรือส่งงานเข้าเครื่องสแกนพกพา บอกพนักงานว่าให้ไปหยิบของที่พิกัดไหน เมื่อพนักงานไปถึงต้องสแกนบาร์โค้ดตำแหน่งชั้นวางก่อนหยิบ เพื่อให้ระบบตรวจสอบว่าพนักงานหยิบถูกช่องจริงๆ ป้องกันความผิดพลาด
4.3. ประโยชน์ต่อการจัดระเบียบสต็อกบนชั้นวางเหล็ก
- ใช้พื้นที่แนวตั้งได้เต็มที่โดยไม่หลง แม้จะต่อชั้นวางเหล็กสูงจนถึงเพดาน ก็ไม่มีปัญหาเรื่องการหาของยาก เพราะทุกตารางนิ้วบนที่สูงมีที่อยู่ระบุไว้ชัดเจน
- ลดเวลาในการฝึกพนักงานใหม่ พนักงานใหม่ไม่จำเป็นต้องจำว่าสินค้าอะไรอยู่ตรงไหน แค่อ่านรหัสพิกัดและเดินไปตามแผนผังก็สามารถหยิบของได้เหมือนพนักงานเก่า
- เช็กสต็อกได้เร็วขึ้น สามารถตรวจนับสินค้าแยกตามล็อกตามชั้นได้อย่างเป็นระบบ ลดโอกาสการนับของซ้ำหรือนับตกหล่น
5. ขยายความสูงของชั้นวางให้ถึงเพดาน (Maximize Height)
คือ กลยุทธ์การบริหารพื้นที่คลังสินค้าขั้นสูง ที่เปลี่ยนจากการขยายพื้นที่ในแนวราบมาเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ใน แนวดิ่งให้ได้มากที่สุดจนเกือบจรดเพดานอาคาร หากเปรียบเทียบกับอสังหาริมทรัพย์ มันคือหลักการเดียวกับการสร้าง คอนโดมิเนียมสูงๆ บนที่ดินผืนเล็ก เพื่อให้รองรับผู้อยู่อาศัยได้มากขึ้นหลายเท่าตัว แทนที่จะสร้างบ้านชั้นเดียวที่ต้องใช้พื้นที่ดินจำนวนมาก
5.1ทำไมต้องขยายชั้นวางให้สูงถึงเพดาน? (The Benefits)
- เพิ่มความจุสต็อกเป็นเท่าตัว สมมติว่าอาคารของคุณมีความสูงเพดาน 6 เมตร แต่คุณใช้ชั้นวางเหล็กสูงแค่วิทยุกระเป๋าหิ้วประมาณ 2 เมตร เท่ากับว่าคุณกำลังเสียพื้นที่ด้านบนที่เป็นอากาศเปล่าๆ ไปถึง 4 เมตร การขยายชั้นวางขึ้นไปจะทำให้คุณเก็บของได้เพิ่มขึ้น 2-3 เท่าในพื้นที่เช่าเท่าเดิม
- ประหยัดค่าใช้จ่ายคงที่ แทนที่คุณจะต้องเช่าโกดังเพิ่ม หรือขยายพื้นที่โรงงานซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก คุณแค่ลงทุนซื้อเสาชั้นวางเหล็กที่สูงขึ้น หรือต่อเติมโครงสร้างชั้นวางเดิม ซึ่งประหยัดต้นทุนกว่าการขยายพื้นที่แนวราบหลายเท่า
▶ ข้อควรระวังและกฎสำคัญในการขยายความสูงให้ถึงเพดาน
การต่อชั้นวางเหล็กให้สูงขึ้น ไม่ใช่แค่การเอาเหล็กมาต่อกันให้สูงๆ แล้วจบ แต่ต้องคำนึงถึงหลักวิศวกรรมและความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ดังนี้
- กฎระยะห่างจากหัวสปริงเกอร์ดับเพลิง นี่คือกฎหมายความปลอดภัยที่สำคัญที่สุด การวางสินค้าชั้นบนสุด ห้ามวางสูงจนชนเพดานเด็ดขาดมาตรฐาน ต้องเว้นระยะห่างจากหัวสปริงเกอร์ดับเพลิงหรือระบบไฟบนเพดานลงมาอย่างน้อย 50 เซนติเมตร ประมาณ 18-24 นิ้ว เพื่อให้ระบบกระจายน้ำดับเพลิงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้
- ความแข็งแรงของฐานและการยึดเกาะ ยิ่งชั้นวางเหล็กสูงขึ้น จุดศูนย์ถ่วงก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย ความเสี่ยงในการล้มคว่ำ จึงเพิ่มขึ้น วิธีแก้ต้องมีการยึดขาชั้นวางเหล็กเข้ากับพื้นปูนด้วยพุกเหล็ก และหากชั้นวางสูงมากๆ เช่น สูงเกิน 4 เท่าของความลึกชั้นวาง จำเป็นต้องใช้คานค้ำยึดด้านบนระหว่างแถว หรือยึดเข้ากับโครงสร้างผนังอาคารที่แข็งแรง
- อุปกรณ์ในการจัดเก็บและหยิบสินค้า เมื่อชั้นวางสูงเกินเอื้อมมือมนุษย์ เกิน 2 เมตรขึ้นไป ระบบการทำงานต้องเปลี่ยนตาม ระดับความสูงปานกลาง 2 – 4 เมตร อาจใช้บันไดเลื่อนมีล้อล็อกได้ หรือรถยกกึ่งไฟฟ้า ระดับความสูงมาก 4 เมตรขึ้นไป จำเป็นต้องใช้รถโฟล์คลิฟท์ประเภท Reach Truck หรือรถหยิบสินค้าในที่สูง
6. จัดกลุ่มสินค้าด้วยกฎ ABC Analysis ความถี่ในการหยิบ
คือ การประยุกต์ใช้ กฎ 80/20 ของพาเรโต มาใช้ในการบริหารคลังสินค้า โดยแบ่งกลุ่มสินค้าบนชั้นวางเหล็กตาม ความถี่ในการหยิบ หรือ มูลค่าการหมุนเวียนของสินค้า เพื่อให้เราสามารถจัดสรรพื้นที่แนวตั้งและแนวราบได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดครับ หากไม่มีการจัดกลุ่มแบบนี้ สินค้าที่นานๆ ขายได้ทีอาจจะวางอยู่ในจุดที่หยิบง่ายที่สุด ส่วนสินค้าที่ต้องหยิบทุกนาทีกลับไปอยู่ชั้นบนสุด ทำให้พนักงานต้องปีนบันไดขึ้นลงทั้งวัน ส่งผลให้การทำงานล่าช้าและเหนื่อยโดยเปล่าประโยชน์
▶ การแบ่งกลุ่มสินค้าตามกฎ ABC คัดแยกตามความถี่ในการหยิบ เราสามารถจำแนกสินค้าในสต็อกออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้
6.1. สินค้ากลุ่ม A กลุ่ม เร็ว แรง หยิบบ่อย
- สัดส่วน มีจำนวนรายการ (SKU) น้อย ประมาณ 10% – 20% ของสินค้าทั้งหมดในคลัง
- เป็นสินค้าขายดี มีความถี่ในการหยิบสูงมาก รวมกันแล้วคิดเป็น 70% – 80% ของกิจกรรมการหยิบของทั้งหมดในแต่ละวัน
- การจัดวางบนชั้นเหล็ก ต้องวางใน Golden Zone โซนทองคำ คือชั้นวางระดับสายตา อก จนถึงระดับเอว ความสูงประมาณ 80 – 150 ซม. จากพื้น ซึ่งเป็นระดับที่พนักงานเอื้อมหยิบได้ทันทีโดยไม่ต้องก้มหรือเอื้อม
6.2. สินค้ากลุ่ม B กลุ่ม ปานกลาง มาเรื่อยๆ
- สัดส่วน มีจำนวนรายการประมาณ 30% ของสินค้าทั้งหมด
- ความถี่ในการหยิบปานกลาง มียอดขายเรื่อยๆ ไม่หวือหวา คิดเป็นประมาณ 15% – 20% ของการหยิบทั้งหมด
- การจัดวางบนชั้นเหล็ก วางถัดออกมาจากโซนทองคำ เช่น ชั้นระดับเข่าด้านล่าง หรือชั้นระดับเหนือศีรษะขึ้นไปเล็กน้อย แต่ยังพอมือเอื้อมถึงโดยไม่ต้องใช้บันไดสูง
6.3. สินค้ากลุ่ม C กลุ่ม ช้า นานๆ มาที
- สัดส่วน มีจำนวนรายการเยอะที่สุด ประมาณ 50% – 60% ของสินค้าทั้งหมดในคลัง
- เป็นสินค้าที่นานๆ จะมีคนสั่งซื้อสักครั้ง หรือเป็นสินค้าฤดูกาล สต็อกสำรอง มีความถี่ในการหยิบรวมกันแค่ 5% – 10% เท่านั้น
- การจัดวางบนชั้นเหล็ก วางไว้ในพื้นที่ที่เข้าถึงยากที่สุด เพื่อไม่ให้เกะกะสินค้ากลุ่มอื่น เช่น ชั้นบนสุดใกล้เพดาน ที่ต้องใช้บันไดต่อขาหรือรถยกขึ้นไปหยิบ หรือชั้นล่างสุดที่ต้องก้มลงไปลึกๆ รวมถึงพื้นที่ท้ายโกดัง
▶ ตัวอย่างการจัดโครงสร้างบนชั้นวางเหล็กแนวตั้งด้วยระบบ ABC เมื่อนำกฎ ABC มาใช้ร่วมกับโครงสร้างชั้นวางเหล็กแนวตั้ง จะได้แผนผังการจัดวางที่ปลอดภัยและทำงานไวที่สุดดังนี้
- ชั้นที่ 4-5 (บนสุด) [กลุ่ม C] สินค้าเบา, สินค้าค้างสต็อก, กล่องบรรจุภัณฑ์สำรอง นานๆ ปีนขึ้นไปหยิบที
- ชั้นที่ 2-3 (ตรงกลาง / ระดับสายตา-อก) [กลุ่ม A] สินค้าขายดีที่สุด, แผ่นแปะบาร์โค้ดชัดเจน, หยิบเข้าออกตลอดเวลาเพื่อความรวดเร็ว
- ชั้นที่ 1 (ล่างสุด / ระดับเข่า-พื้น) [กลุ่ม B หรือ C ที่มีน้ำหนักมาก] สินค้าหนักปานกลางถึงหนักมาก หรือสินค้ากลุ่ม B ที่มาเรื่อยๆ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักหนักอยู่ล่างด้วย