การตลาดแบบ B2B (Business-to-Business) สำหรับสินค้าประเภทอุปกรณ์คลังสินค้าและโลจิสติกส์ มีความท้าทายเฉพาะตัวเนื่องจากกระบวนการตัดสินใจซื้อมีมูลค่าสูง ต้องผ่านการอนุมัติหลายขั้นตอน และเน้นความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่าอารมณ์ การย้ายหน้าร้าน B2B เข้าสู่โลกออนไลน์จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การลงรูปสินค้าแล้วรอออเดอร์ แต่คือการสร้างความน่าเชื่อถือและการอำนวยความสะดวกให้ผู้ซื้อระดับองค์กรทำงานได้ง่ายขึ้น บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึก 5 กลยุทธ์เจาะตลาด B2B ขายอุปกรณ์คลังสินค้าออนไลน์ ที่จะช่วยเปลี่ยนผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้กลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ และผลักดันยอดขายของบริษัทให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด 5 กลยุทธ์เจาะตลาด B2B ดังนี้
1.ทำข้อมูลเชิงเทคนิคให้ละเอียดและเข้าใจง่าย (Technical Transparency)
คือ การเปลี่ยนข้อมูลทางวิศวกรรมหรือสเปกเชิงช่างที่เข้าใจยาก ให้กลายเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ที่ฝ่ายจัดซื้อและผู้จัดการคลังสินค้าอ่านแล้วเข้าใจทันที สำหรับลูกค้า B2B สินค้าเหล่านี้คือ การลงทุนเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการทำงาน หากเกิดความผิดพลาด เช่น ชั้นวางพังถล่ม หรือรถยกรับน้ำหนักไม่ได้ หมายถึงความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิต ฝ่ายจัดซื้อจึงมองหา ความแน่นอนและไร้ความเสี่ยง มากที่สุด
โครงสร้างการทำข้อมูลเชิงเทคนิคให้ปังและเข้าใจง่าย
- แปลงตัวเลขวิศวกรรม ให้เป็นตัวอย่างการใช้งานจริง
- เดิม (เข้าใจยาก) โครงสร้างเหล็ก High-Tensile Steel หนา 2 มม.
- ปรับใหม่ (เข้าใจง่าย) โครงสร้างเหล็กกล้าความหนาพิเศษ 2 มม. วางพาเลทหนัก 1 ตันได้ 3 ชั้นซ้อน โดยขาชั้นวางไม่แอ่นตัว
- ระบุเงื่อนไขการรับน้ำหนักอย่างชัดเจน (กระจายน้ำหนัก vs จุดเดียว)
- แยกแยะความแตกต่างระหว่าง Static Load (การวางนิ่งอยู่กับที่) และ Dynamic Load (การยกเคลื่อนย้าย)
- ตัวอย่าง เช่น พาเลทพลาสติกรุ่นนี้ รับน้ำหนักขณะวางนิ่งได้ 4,000 กก. (Static) และขณะยกเคลื่อนย้ายด้วยโฟล์คลิฟท์ได้ 1,500 กก. (Dynamic)
- ชูมาตรฐานความปลอดภัย (Safety & Quality Standards)
- ใส่ตรารับรองมาตรฐานสากล เช่น ISO 9001, CE Mark หรือมาตรฐานการพ่นสีกันสนิม (Powder Coating)
- ระบุระบบความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น มีระบบ Safety Lock ล็อกเต้าคานอัตโนมัติ ป้องกันคานหลุดเมื่อโดนงาโฟล์คลิฟท์ชน
- สรุปข้อมูลเป็น 1-Page Spec Sheet (PDF) ให้ดาวน์โหลด
- ฝ่ายจัดซื้อต้องนำข้อมูลไปเสนอผู้จัดการหรือฝ่ายบัญชีอนุมัติ การทำเอกสารสรุป 1 หน้าที่มีครบทั้ง ตารางสเปก, ภาพมิติ (Dimensions กว้างxยาวxสูง), และเงื่อนไขการรับประกัน จะช่วยให้เขางานง่ายขึ้นและอนุมัติซื้อได้เร็วขึ้น
ตารางเปรียบเทียบ การเขียนสเปกแบบเดิม VS การเขียนแบบ B2B ยุคใหม่
| รายการสินค้า | การเขียนแบบทั่วไป (ลูกค้าไม่ซื้อ) | การเขียนแบบ B2B ชัดเจน (ตัดสินใจทันที) |
| ชั้นวางสินค้า Heavy Duty | ชั้นวางเหล็กอย่างดี รับน้ำหนักได้เยอะ ความสูง 3 เมตร | ชั้นวาง Heavy Duty สูง 3 เมตร รับน้ำหนักได้ 2,000 กก./ชั้น (แบบกระจายน้ำหนัก) ผ่านการทดสอบพ่นสีกันสนิม ใช้งานในห้องเย็น -20°C ได้ |
| รถลากพาเลท (Hand Pallet Truck) | รถลากพาเลท 2.5 ตัน ล้อไนลอน ทนทาน | รถลากพาเลทปั๊มไฮโดรลิกหล่อชิ้นเดียว (Hydraulic Pump) รับน้ำหนัก 2,500 กก. ล้อ Polyurethane ลากเงียบ ไม่ทำลายพื้นอีพ็อกซี่ (Epoxy) |
| พาเลทพลาสติก | พาเลทพลาสติกดำ ขนาด 120×100 ซม. | พาเลทพลาสติก HDPE เกรด A ขนาด 120x100x15 ซม. เข้าช่องงาได้ 4 ทิศทาง เสียบใช้งานร่วมกับงาโฟล์คลิฟท์และรถแฮนด์ลิฟท์ได้ทุกรุ่น |
2.สร้างความมั่นใจด้วย Video สาธิตและวิดีโอจากหน้างานจริง (Proof of Performance)
อุปกรณ์คลังสินค้าเป็นสินค้าขนาดใหญ่และมีราคาสูง ลูกค้ามักลังเลหากไม่ได้เห็นของจริง กลยุทธ์ Video สาธิตและวิดีโอจากหน้างานจริง (Proof of Performance) เปลี่ยนความลังเล ให้เป็นความมั่นใจ อุปกรณ์คลังสินค้า (เช่น ชั้นวางพาเลท รถยก รถลาก หรือเครื่องพันฟิล์ม) ไม่ใช่สินค้าแฟชั่นที่ตัดสินใจซื้อได้ง่ายๆ สำหรับลูกค้า B2B สินค้าเหล่านี้คือ การลงทุนขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูง ลูกค้ามักมีความกังวล เช่น:
- มันจะทนทานจริงอย่างที่บอกในสเปกหรือเปล่า?
- น้ำหนักบรรทุกที่ระบุ มันรับได้จริงไหม?
- การใช้งานจริงมันยากไหม?
- ถ้าติดตั้งแล้วจะเป็นยังไง?
ทำไม Video ถึงเป็นเครื่องมือปิดการขายที่ทรงพลังที่สุด?
- เห็นความจริง มากกว่าภาพถ่าย วิดีโอสามารถแสดงภาพสินค้าได้ทุกมุมมอง แสดงความเคลื่อนไหว และการทำงานจริง ซึ่งภาพถ่ายนิ่งๆ ไม่สามารถทำได้
- ยืนยันประสิทธิภาพ (Proof of Performance) การได้เห็นอุปกรณ์ทำงานภายใต้สภาวะจริง (หรือสภาวะจำลอง) ช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าสินค้าสามารถทำงานได้ตามที่ระบุไว้ในสเปก
- ลดความเสี่ยงของผู้ซื้อ:การเห็นวิดีโอจากหน้างานจริง (Case Study) ช่วยให้ผู้ซื้อรู้สึกอุ่นใจว่ามีคนอื่นเคยใช้แล้วและมันทำงานได้ดี
- สื่อสารอารมณ์ และ ความน่าเชื่อถือ วิดีโอสามารถสื่อสารความเป็นมืออาชีพ ความใส่ใจในรายละเอียด และความใส่ใจในลูกค้าของแบรนด์คุณ
รูปแบบวิดีโอที่คุณควรทำ
- วิดีโอสาธิตการใช้งาน (Product Demo Video) แสดงวิธีการใช้งานอุปกรณ์ ขั้นตอนการติดตั้ง การบำรุงรักษา และฟังก์ชันการทำงานต่างๆ อย่างละเอียด
- วิดีโอทดสอบประสิทธิภาพ (Performance Test Video) ทดสอบความแข็งแรง ความทนทาน การรับน้ำหนัก หรือความเร็วในการทำงานภายใต้สภาวะจำลอง
- วิดีโอเบื้องหลังการผลิต (Behind-the-Scenes Video) แสดงกระบวนการผลิต โรงงาน มาตรฐานการควบคุมคุณภาพ (QC) และความเป็นมืออาชีพของทีมงาน
เคล็ดลับการทำวิดีโอให้น่าสนใจและมีประสิทธิภาพ
- กำหนดกลุ่มเป้าหมายและวัตถุประสงค์ คุณต้องการสื่อสารกับใคร และต้องการให้ผู้ชมทำอะไรหลังจากดูวิดีโอจบ?
- เน้นประโยชน์ ที่ลูกค้าจะได้รับไม่ใช่แค่บอกว่าอุปกรณ์ทำอะไรได้บ้าง แต่บอกว่ามันช่วยให้ลูกค้าทำงานง่ายขึ้น เร็วขึ้น หรือปลอดภัยขึ้นอย่างไร
- ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายหลีกเลี่ยงศัพท์เทคนิคที่ซับซ้อน หรืออธิบายเพิ่มเติมถ้าจำเป็น
- ใช้ภาพและเสียงที่มีคุณภาพวิดีโอที่คมชัดและมีเสียงที่ชัดเจนจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์
- มี Call to Action (CTA) บอกผู้ชมว่าควรทำอะไรต่อ เช่น ติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษาฟรี หรือ ดูข้อมูลเพิ่มเติมบนเว็บไซต์
3.ชูบริการหลังการขายและการติดตั้งแบบ One-Stop Service B2B
ไม่ได้มองหาแค่อุปกรณ์ แต่มองหาโซลูชันที่พร้อมใช้งาน กลยุทธ์ One-Stop Service & Solution Provider ขายความสะดวกและลดภาระของลูกค้า B2B สำหรับฝ่ายจัดซื้อหรือผู้จัดการคลังสินค้าการซื้ออุปกรณ์คลังสินค้า ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของงาน หากเขาซื้อชั้นวางสินค้ามาแล้ว แต่ต้องไปหาช่างติดตั้งเอง หาคนขนส่งเอง หรือเวลาเสียแล้วไม่รู้จะเรียกใครมาซ่อม สิ่งนี้จะกลายเป็นภาระและความเสี่ยงขนาดใหญ่ทันที ดังนั้น ลูกค้า B2B ยุคนี้จึงไม่ได้ต้องการแค่ตัวสินค้า (Hardware) แต่ต้องการผลลัพธ์ที่พร้อมใช้งานทันที (Turnkey Solution) โดยไม่ต้องยุ่งยากประสานงานหลายฝ่าย
ทำไม One-Stop Service ถึงเป็นจุดตัดสินใจซื้อของ B2B?
- ลดภาระงานของฝ่ายจัดซื้อ (Single Point of Contact) ติดต่อคุยกับเราแค่เจ้าเดียว ได้ครบทั้ง การออกแบบ, จัดส่ง, ติดตั้ง, และประกันหลังการขาย ไม่ต้องทำสัญญาหรือดีลกับหลายซัพพลายเออร์
- ควบคุมงบประมาณและเวลาได้แน่นอน การซื้อแยกส่วน มักเจอปัญหางบบานปลายหรือการทำงานล่าช้า เช่น สินค้ามาถึงแล้วแต่ช่างยังไม่เข้า การขายแบบมัดรวมโซลูชันช่วยให้ระบุวันเริ่มใช้งานได้ชัดเจน
- มั่นใจในความปลอดภัย ช่างติดตั้งจากเจ้าของแบรนด์โดยตรง ย่อมมีความเชี่ยวชาญ เข้าใจโครงสร้างสินค้า และติดตั้งได้ถูกต้องตามมาตรฐานความปลอดภัยมากกว่าช่างทั่วไป
องค์ประกอบของ One-Stop Service ที่ต้องนำเสนอบนออนไลน์
- บริการออกแบบและจัดสรรพื้นที่ฟรี (Warehouse Layout Design)
- ให้คำปรึกษาพร้อมเขียนแบบ 2D / 3D ทันที เพื่อให้เห็นภาพจริงก่อนตัดสินใจว่าพื้นที่คลังสินค้าเท่านี้ ควรวางชั้นวางแบบไหนจึงจะคุ้มค่าที่สุด
- บริการจัดส่งและติดตั้งถึงหน้างาน (On-site Delivery & Installation)
- มีทีมช่างมืออาชีพพร้อมอุปกรณ์เซฟตี้เข้าติดตั้งให้ถึงหน้างานทั่วประเทศ พร้อมตรวจสอบความแข็งแรง (QC) ก่อนส่งมอบงาน
- การรับประกันและการดูแลหลังการขาย (After-Sales Support & SLA)
- ระบุเงื่อนไขการรับประกันชัดเจน (เช่น ประกันโครงสร้าง 3–5 ปี)
- มีบริการ SLA (Service Level Agreement) ชัดเจน เช่น หากเครื่องมีปัญหา ทีมช่าง On-site เข้าหน้างานด่วนภายใน 24–48 ชั่วโมง
- การดูแลอะไหล่และการบำรุงรักษา (Maintenance & Spare Parts)
- มีสต็อกอะไหล่สำรองพร้อมเปลี่ยนตลอดอายุการใช้งาน และมีแพ็กเกจตรวจเช็กสภาพประจำปี (Preventive Maintenance – PM)
ตัวอย่างการเปลี่ยนข้อความการขาย (Value Proposition)
| แบบเดิม (ขายแค่ตัวสินค้า) | แบบ B2B One-Stop Service (ขายโซลูชัน) |
| “จำหน่ายชั้นวางสินค้า Heavy Duty Rack ราคาโรงงาน ตัวละ 8,500 บาท” | “บริการออกแบบ จัดส่ง และติดตั้งระบบชั้นวาง Heavy Duty Rack พร้อมใช้งานทันที ฟรี! บริการประเมินพื้นที่หน้างานและเขียนแบบ 3D ประกันโครงสร้างยาวนาน 5 ปี” |
| “ขายรถยกพาเลทไฟฟ้า 1.5 ตัน มีสินค้าพร้อมส่ง” | “รถยกพาเลทไฟฟ้า 1.5 ตัน พร้อมทีมช่างสอนการใช้งานถึงหน้างาน มีสต็อกอะไหล่แท้ 100% พร้อมบริการ On-site ซ่อมด่วนภายใน 24 ชม.” |
4.ออกเอกสารทางราชการและภาษีได้สะดวกรวดเร็ว (Corporate-Friendly Process)
ขั้นตอนการจัดซื้อของบริษัทใหญ่จะมีเงื่อนไขทางเอกสารที่เคร่งครัด กลยุทธ์ Corporate-Friendly Process ปลดล็อกการซื้อขาย B2B ด้วยระบบเอกสารที่เป๊ะและไว ปัญหาใหญ่ที่สุดของฝ่ายจัดซื้อในบริษัทขนาดใหญ่หรือองค์กร ไม่ใช่เรื่องราคาสินค้าแพง แต่คือกระบวนการจัดซื้ออนุมัติยาก เพราะติดเงื่อนไขเรื่องเอกสาร ระบบภาษี และขั้นตอนทางกฎหมาย หากซัพพลายเออร์ออกเอกสารล่าช้า เอกสารไม่ถูกต้อง หรือเงื่อนไขไม่ตรงตามที่ระบบการเงินของบริษัทระบุ ฝ่ายจัดซื้อก็ไม่อาจกดอนุมัติซื้อ ได้เลย แม้อยากได้สินค้าของคุณก็ตาม ดังนั้น การสร้างระบบที่รองรับการออกเอกสารและเงื่อนไขการชำระเงินขององค์กรได้อย่างสะดวกรวดเร็ว จึงเป็นจุดแข็งทางแข่งขัน ที่ช่วยตัดคู่แข่งรายเล็กหรือแม่ค้าออนไลน์ทั่วไปออกไปทันที
องค์ประกอบสำคัญของ Corporate-Friendly Process
- ความพร้อมด้านเอกสารภาษีแบบเต็มรูปแบบ
- ออก ใบเสนอราคา (Quotation) และ ใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงิน (Tax Invoice/Receipt) ที่มีตราประทับ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และระบุรายละเอียดสินค้าถูกต้องครบถ้วน
- รองรับระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt เพื่อความรวดเร็วในการส่งเอกสารทางอีเมล
- กระบวนการสั่งซื้อผ่านเอกสารสั่งซื้อ (PO/PR)
- ระบบการขายรองรับการส่ง ใบสั่งซื้อ (Purchase Order – PO) จากองค์กรลูกค้า และเปิด ใบแจ้งหนี้ (Invoice) เพื่อดำเนินการวางบิลได้ทันที โดยไม่ต้องรอกดสั่งผ่านหน้าเว็บอย่างเดียว
- เงื่อนไขการชำระเงินแบบ B2B (Credit Term)
- มีนโยบายให้ เครดิตเทอม 30–60 วัน สำหรับลูกค้านิติบุคคลผ่านการพิจารณาอนุมัติวงเงิน (Credit Approval Process) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่บริษัทใหญ่ใช้ในการบริหารเงินสด (Cash Flow)
- เอกสารรับรองมาตรฐานสินค้าและคู่ค้า
- จัดเตรียมเอกสารสำคัญพร้อมส่งให้ฝ่ายจัดซื้อคีย์เข้าระบบคู่ค้า (Vendor List) เช่น ภ.พ.20 (ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม), หนังสือรับรองบริษัท, เอกสารรับรองมาตรฐานสินค้า (Certificate/COA) และ หนังสือรับรองความเป็นตัวแทนจำหน่าย
วิธีสื่อสารผ่านหน้าเว็บออนไลน์เพื่อดึงดูดฝ่ายจัดซื้อ
- เพิ่มปุ่ม ขอใบเสนอราคา (Request for Quotation – RFQ) แยกชัดเจนจากปุ่มหยิบใส่ตะกร้า โดยมีฟอร์มให้กรอกชื่อบริษัท เลขผู้เสียภาษี และรายการที่ต้องการ เพื่อให้ออกเอกสารกลับไปได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง
- แสดงสัญลักษณ์ชูจุดเด่นเรื่องเอกสารชัดเจน: เช่น รองรับการออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ , ยินดีรับ PO จากหน่วยงานราชการและเอกชน , มีบริการ Credit Term สำหรับนิติบุคคล
- มีทีม Sales/Admin B2B โดยเฉพาะ: พร้อมตอบกลับและแก้ไขเอกสารทันทีเมื่อฝ่ายจัดซื้อทักมาขอปรับแก้ข้อมูล
ตารางเปรียบเทียบ ข้อแตกต่างระหว่างร้านทั่วไป VS ร้านที่เป็น Corporate-Friendly
| รายการเอกสาร / กระบวนการ | ร้านค้าทั่วไป (B2C / SME เล็ก) | ร้านที่เป็น Corporate-Friendly (B2B Ready) |
| การออกใบกำกับภาษี | ออกล่าช้า, เขียนมือ, หรือต้องบวกเพิ่ม 7% ทีหลัง | ออกผ่านระบบคอมพิวเตอร์ รวม VAT แล้ว มี e-Tax ส่งให้ทันที |
| ใบเสนอราคา (Quotation) | ไม่มี หรือใช้เวลารอเอกสาร 1-2 วัน | ออกเอกสารส่ง PDF ให้ฝ่ายจัดซื้อได้ภายใน 30 นาที – 1 ชม. |
| เงื่อนไขการชำระเงิน | โอนเงินสดเต็มจำนวนก่อนส่งสินค้าเท่านั้น | รองรับ PO และให้ Credit Term 30-60 วัน สำหรับลูกค้าองค์กร |
| การทะเบียนเป็นคู่ค้า (Vendor) | เอกสารไม่ครบ ไม่พร้อมส่ง ภ.พ.20 | เอกสารครบชุด พร้อมส่งเข้ากระบวนการอนุมัติ Vendor ได้ทันที |
5.ทำ SEO เจาะ Intent Keywords และทำ Re-targeting
ลูกค้า B2B จะไม่ซื้อสินค้าทันทีจากการเห็นโฆษณาครั้งแรก แต่จะค้นหา เมื่อมีความต้องการ กลยุทธ์ “SEO เจาะ Intent Keywords & Re-targeting ดักจับลูกค้า B2B ในจังหวะที่พร้อมซื้อ วงจรการตัดสินใจซื้อของลูกค้า B2B (Customer Journey) แตกต่างจาก B2C อย่างสิ้นเชิง ลูกค้า B2C อาจซื้อด้วยอารมณ์ทันทีที่เห็นโฆษณา แต่สำหรับ B2B ไม่มีใครไถ Facebook แล้วเผลอกดซื้อชั้นวางสินค้าหนัก 50,000 บาททันที ฝ่ายจัดซื้อจะเริ่มค้นหาต่อเมื่อเกิดความต้องการจริงในองค์กร เช่น คลังสินค้าใหม่สร้างเสร็จ, อุปกรณ์เดิมชำรุด หรือโดนประเมินมาตรฐานความปลอดภัย) และการตัดสินใจต้องผ่านการเปรียบเทียบหลายเจ้า ดังนั้น การทำให้แบรนด์ของคุณไปปรากฏอยู่ ถูกที่ ถูกเวลา จึงเป็นหัวใจสำคัญ
1. SEO เจาะ High-Intent Keywords (ดักคนที่พร้อมจ่าย)
การทำ SEO สำหรับ B2B ไม่ได้เน้นดึงสถิติผู้เข้าชมจำนวนมากๆ (Volume) แต่เน้นดึงคนที่ “มีอำนาจตัดสินใจซื้อ” เข้ามายังเว็บไซต์ โดยคัดเลือกคำค้นหาที่มีความต้องการซื้อแฝงอยู่ (Commercial/Transactional Intent)
- คำค้นหากลุ่มกว้าง (Informational) ชั้นวางสินค้า, รถยกคืออะไร (กลุ่มนี้ค้นหาเพื่อหาความรู้ ยังไม่พร้อมซื้อ)
- คำค้นหาเจาะจง B2B (High-Intent)
- ขายส่งชั้นวางพาเลท Heavy Duty พร้อมติดตั้ง
- สั่งทำพาเลทพลาสติก ขนาดพิเศษ ราคาโรงงาน
- รถยกพาเลทไฟฟ้า B2B รับประกัน 3 ปี
- การนำไปใช้งาน นำคีย์เวิร์ดเหล่านี้ไปสร้างเป็นหน้า Landing Page สเปกสินค้า หรือบทความเชิงลึก เพื่อให้ติดอันดับหน้าแรกของ Google เมื่อฝ่ายจัดซื้อเริ่มค้นหาข้อมูลเปรียบเทียบ
2. การทำ Re-targeting Ads (ตอกย้ำแบรนด์ในช่วงเปรียบเทียบ)
เมื่อฝ่ายจัดซื้อเข้ามาดูสเปกสินค้าบนเว็บไซต์ของคุณแล้ว 90% จะยังไม่ซื้อทันที แต่จะกดออกเพื่อไปค้นหาเจ้าอื่นมาเปรียบเทียบราคา หากคุณไม่ทำ Re-targeting แบรนด์ของคุณก็อาจถูกลืมไปจากระบบการจัดซื้อ
- กลไกการทำงาน ติดตั้ง Pixel/Tag Tracking ไว้บนเว็บไซต์ เมื่อฝ่ายจัดซื้อกดเข้ามาดูสินค้าหน้าไหน ระบบโฆษณา (Google Display Network, Facebook, LinkedIn) จะติดตามนำโฆษณาไปแสดงให้เขาเห็นซ้ำบนช่องทางอื่นๆ
- คอนเทนต์สำหรับ Re-targeting B2B ไม่ใช่การอัดโฆษณาว่า ลดราคา แต่เป็นการย้ำเตือนความน่าเชื่อถือ เช่น
- แสดงโฆษณา Case Study ภาพผลงานติดตั้งคลังสินค้าให้บริษัท [ชื่อลูกค้ารายใหญ่]
- แสดงโฆษณา Spec / Safety Guarantee: ชั้นวางมาตรฐาน ISO พร้อมรับประกันโครงสร้าง 5 ปี
- แสดงโฆษณา Offer ช่วยจัดซื้อ ขอใบเสนอราคาฟรี ออกเอกสารได้ใน 30 นาที
เปรียบเทียบการทำงานของสองกลยุทธ์เมื่อทำงานร่วมกัน
- SEO หน้าที่คือ พาคนตรงกลุ่มเป้าหมายเข้ามาเจอเราเป็นเจ้าแรก ในวันที่เขามีความต้องการ
- Re-targeting หน้าที่คือ หล่อเลี้ยงความน่าเชื่อถือ เพื่อให้แบรนด์ของเราเป็นตัวเลือกอันดับ 1 ในวันที่ฝ่ายจัดซื้อรวบรวมข้อมูลเสร็จและพร้อมออกเอกสารสั่งซื้อ (PO)