TikTok vs Shopee แพลตฟอร์มไหนตอบโจทย์ร้านค้าของคุณที่สุด?

1.แพลตฟอร์ม TikTok

TikTok Shop (เน้นความบันเทิงนำการซื้อ) หรือ ภาษาการตลาดเรียกว่า Shoppertainment (Shopping + Entertainment) คือ รูปแบบการขายของออนไลน์ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากความต้องการซื้อสินค้า แต่เริ่มต้นจาก ความสนุกและความเพลิดเพลินแล้วจบลงด้วยการจ่ายเงิน

พฤติกรรมแบบเดิม Traditional E-Commerce vs TikTok Shop

  • แบบเดิม เช่น Shopee, Lazada ลูกค้าอยากได้เครื่องดูดฝุ่น > กดเข้าแอป > พิมพ์ค้นหา > เปรียบเทียบราคา/รีวิว > กดซื้อ มีความตั้งใจซื้ออยู่แล้ว 100%
  • แบบ TikTok Shop: ลูกค้านอนไถฟีด TikTok ดูคลิปตลก ดูคนเต้นเพลินๆ > บังเอิญเจอคลิปคนรีวิว เครื่องดูดฝุ่นไร้สายขนาดจิ๋ว ดึงฝุ่นออกจากเบาะรถได้กริบมาก > ดูแล้วรู้สึกสนุก เพลิน และอินตาม > เกิดกิเลสสะดุดความคิดว่า เฮ้ย เจ๋งว่ะ ของมันต้องมี! > กดตะกร้าสีเหลืองในคลิปแล้วซื้อทันที โดยที่ตอนแรกไม่ได้คิดจะซื้อเลยสักนิด

▶ 3 เสาหลักที่ทำให้ TikTok Shop แตกต่าง

1. คอนเทนต์ คือหน้าร้าน (Content is King) ใน TikTok Shop คุณไม่ได้แข่งกันที่ รูปถ่ายสินค้าสวยๆ หรือ ราคาที่ถูกที่สุด แต่แข่งกันที่ ใครทำคลิปสั้นได้สนุก หรือไลฟ์สดได้น่าติดตามกว่ากัน ยิ่งคลิปสนุก คนยิ่งดูนาน AI ก็จะยิ่งนำส่งคลิปนั้นให้คนเห็นเป็นแสนเป็นล้านคน ยอดขายก็จะมาเองโดยอัตโนมัติ

2. ซื้อจบในแอปเดียว (Seamless Shopping) ในอดีต เวลาเราเจอของถูกใจในโซเชียล เราต้องทักแชต ขอเลขบัญชี โอนเงิน ส่งสลิป ซึ่งขั้นตอนมันยุ่งยากจนทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจไม่ซื้อกลางคันได้ แต่ TikTok Shop ทลายกำแพงนั้น เพราะลูกค้าสามารถกดตะกร้าเหลืองเลือกไซส์ จ่ายเงิน ผ่าน TrueMoney, บัตร หรือเก็บเงินปลายทาง และกรอกที่อยู่จบในหน้าเดียว โดยไม่ต้องสลับแอปเลย

3. พลังของนายหน้า (TikTok Affiliate) เจ้าของร้านไม่จำเป็นต้องดัง ไม่ต้องทำคลิปเก่ง แค่ส่งสินค้าไปให้ดาว TikTok หรืออินฟลูเอนเซอร์ช่วยรีวิว ถ้าคลิปของเขาขายได้ ระบบจะหักเปอร์เซ็นต์ ค่าคอมมิชชั่น ให้เขาโดยอัตโนมัติ ทำให้สินค้าสามารถกระจายไปสู่วงกว้างได้อย่างรวดเร็วมาก

▶ Impulse Buying (การซื้อด้วยอารมณ์ หรือ การซื้อแบบฉับพลัน)

ในบริบทของโลกออนไลน์ยุคนี้ คือพฤติกรรมที่ลูกค้าจ่ายเงินซื้อของโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ถ้าให้เปรียบเทียบกับชีวิตจริง มันคืออารมณ์ตอนที่เราเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อจะไปซื้อ นมกล่องเดียว แต่ระหว่างทางเดินไปจ่ายเงิน สายตาเหลือบไปเห็นช็อกโกแลตลดราคาตรงป้ายไฟป้ายยาพอดี รู้ตัวอีกทีก็หยิบมันใส่รถเข็นแล้วจ่ายเงินเรียบร้อย โดยที่ก่อนออกจากบ้านไม่ได้มีช็อกโกแลตอยู่ในหัวเลยสักนิดเดียว เมื่อพฤติกรรมนี้มาอยู่บนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มอย่าง TikTok หรือ Instagram กลไกของมันจะทำงานผ่าน 3 ปัจจัยหลักนี้

▶ กลไกที่ทำให้เกิด Impulse Buying บนโลกออนไลน์

  1. ความบันเทิงลดการป้องกันตัว (Entertainment Lowers Guard) เวลาที่คนเราตั้งใจไปซื้อของใน Shopee หรือ Lazada สมองจะเปิดโหมด นักสืบ/นักคิด (Rational Mode) เพื่อเปรียบเทียบราคา อ่านรีวิว ดูคะแนนร้านค้า แต่ในขณะที่ไถฟีด TikTok สมองเราอยู่ในโหมด พักผ่อน/เสพความบันเทิง (Emotional Mode) ทำให้ระบบการคิดวิเคราะห์เรื่องความคุ้มค่าหรือความจำเป็นลดต่ำลง เมื่อเจอคลิปที่สนุกหรืออินฟลูเอนเซอร์ที่ตลกป้ายยา ประตูใจจึงเปิดออกได้ง่ายมาก
  2. เทคนิคสร้างความอยาก ภายใน 15 วินาที คลิปสั้นหรือไลฟ์สดในปัจจุบันไม่ได้ทำมาเพื่อบอกสเปกสินค้า แต่ทำมาเพื่อจี้จุดเจ็บ หรือ สร้างภาพฝัน เช่น ไม่ได้บอกว่าครีมนี้มีสารสกัดอะไรบ้าง สมองขี้เกียจฟั แต่โชว์ให้เห็นเลยว่า ทาก่อนนอน ตื่นมาหน้าใสปิ๊งทันตาเห็นในคลิป 15 วินาที ทำให้เกิดความรู้สึกร่วมว่า ถ้าฉันซื้อ ฉันจะเป็นแบบนั้นบ้าง จนเกิดคำว่าของมันต้องมี!
  3. ทฤษฎี FOMO (Fear of Missing Out) และแรงกดดันของเวลา สังเกตไหมครับว่าเวลามีไลฟ์สด พ่อค้าแม่ค้ามักจะใช้คำพูดกระตุ้น เช่น โค้ดลด 50% มีแค่ในไลฟ์นี้เท่านั้นนะคะหมดแล้วหมดเลย หรือ เหลือ 5 บ้านสุดท้ายแล้วค่ะ

▶ การทำคอนเทนต์ (Content)

คือหน้าร้านต้องทำคลิปสั้นเก่ง หรือไลฟ์สดสนุก ถึงจะดึงดูดคนได้ เป็นหัวใจสำคัญของยุคนี้เลยครับ ถ้าเป็นสมัยก่อน การเปิดร้านค้าออนไลน์คือการถ่ายรูปสินค้าสวยๆ แล้วโพสต์ลงไป ใช่ไหมครับ? แต่ในแพลตฟอร์มยุคใหม่อย่าง TikTok, Reels หรือ Shorts รูปภาพเฉยๆ มันหยุดนิ้วคนดูไม่ได้อีกต่อไปแล้ว คำนี้หมายความว่าคลิปสั้นและไลฟ์สดของคุณ ทำหน้าที่แทนทำเลและพนักงานขาย ยิ่งคอนเทนต์ดี คนยิ่งเข้าร้านเยอะ โดยแยกออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ดังนี้

1. ทำคลิปสั้นเก่ง = ตกคนเข้าหน้าร้าน (เปิดประตูบานแรก)

คำว่าเก่ง ในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าต้องใช้กล้องราคาแพงหูฉี่ หรือตัดต่ออลังการระดับฮอลลีวูดครับ แต่แปลว่าสามารถหยุดนิ้วคนดูได้ภายใน 3 วินาทีแรก และเล่าเรื่องได้น่าติดตาม

  • เปลี่ยนวิธีเล่า แทนที่จะพูดทื่อๆ ว่ากระทะอันนี้เคลือบหินอ่อน 3 ชั้น ราคา 290 บาท คนไถหนีแน่นอน ให้เปลี่ยนเป็นคอนเทนต์แนวโชว์ผลลัพธ์ เช่น “ท้าพิสูจน์! ทอดไข่ดาวไม่ใส่น้ำมันบนกระทะราคาหลักร้อย จะติดกระทะไหม?
  • ความสมจริง (Authenticity) คนยุคนี้ชอบดูอะไรที่เรียลๆ รีวิวจริง เจ็บจริง ใช้ดีบอกต่อ มากกว่าโฆษณาชวนเชื่อที่ดูประดิษฐ์จนเกินไป

2. ไลฟ์สดสนุก น่าติดตาม = ปิดการขายหน้าเคาน์เตอร์ (ต้อนรับและปิดดีล)

ถ้าคลิปสั้นคือการเรียกคนให้เดินเข้าร้าน การไลฟ์สดก็คือการที่เจ้าของร้านมายืนเชียร์แขกอยู่หน้าร้านค้าครับ คำว่า สนุกและน่าติดตาม ในโลกของการไลฟ์มีองค์ประกอบสำคัญ คือ

  • มีพลังงานและมีปฏิสัมพันธ์ (Energy & Interaction) คนไลฟ์ต้องไม่นั่งพูดเสียงโมโนโทนเหมือนอ่านหนังสือสอบ แต่ต้องตาไว อ่านคอมเมนต์เก่ง เรียกชื่อลูกค้าบ่อยๆ เช่น สวัสดีคุณบีค่ะ เสื้อไซส์ M เหลือ 2 ตัวสุดท้ายแล้วนะคะ ทำให้ลูกค้ารู้สึกมีตัวตนและเพลิดเพลิน
  • สร้างความบันเทิงนำการขาย บางร้านเล่าเรื่องตลก เม้าท์มอย หรือมีมุกตลกแทรกตลอดเวลา ลูกค้าเข้ามาดูเพราะสนุก เหมือนดูรายการบันเทิงรายการหนึ่ง ดูไปดูมาขำๆ หัวเราะเพลินๆ รู้ตัวอีกทีก็กดสั่งซื้อ (F) ของไปแล้ว

ประโยคที่ว่าทรงพลังมาก มีนายหน้า พร้อมช่วยเอาสินค้าไปรีวิวอัปคลิปให้ แลกกับค่าคอมมิชชั่น ทำให้โตแบบก้าวกระโดดได้ง่าย คือการอธิบายถึงระบบ TikTok Shop Affiliate ระบบนายหน้า ซึ่งเป็นอาวุธลับที่ทำลายขีดจำกัดของการขายของออนไลน์แบบเดิมๆ

▶ การทำตลาดแบบเดิม vs ระบบนายหน้า (Affiliate)

  • แบบเดิม เหนื่อยคนเดียว คุณเปิดร้าน มีสินค้าดีมาก แต่ไม่มีใครรู้จัก คุณต้องมานั่งคิดคอนเทนต์เอง ถ่ายคลิปเอง ตัดต่อเอง ไลฟ์สดเอง วันไหนขี้เกียจหรือไม่ว่าง ยอดขายก็เป็นศูนย์ หรือถ้าอยากให้คนเห็นเยอะๆ ก็ต้องควักเงินก้อนโตไปจ้างอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งไม่รู้ว่าจะขายได้ไหม หรือไม่ก็ต้องจ่ายเงินยิงแอดแพงๆ ให้แพลตฟอร์ม
  • ระบบนายหน้า มีกองทัพช่วยขาย คุณเป็นเจ้าของร้าน มีหน้าที่แค่เอาสินค้าไปลงไว้ในระบบ แล้วตั้งค่าว่า ถ้าใครช่วยขายชิ้นนี้ได้ เอาค่าคอมมิชชั่นไปเลย 10% – 20%” ทีนี้เหล่านักสร้างคอนเทนต์หรือ ครีเอเตอร์ นับร้อยนับพันคนบน TikTok ที่กำลังหาเงินออนไลน์ ก็จะพากันมากดเพิ่มสินค้าของคุณเข้าตะกร้าของพวกเขา แล้วเอาไปทำคลิปรีวิวหรือไลฟ์สดขายให้คุณทันที โดยที่คุณไม่ต้องจ่ายเงินจ้างพวกเขาก่อนเลยสักบาทเดียว

ทำไมระบบนี้ถึงทำให้ร้านค้าโตแบบก้าวกระโดด?

  1. โมเดล Win-Win ไม่ขาย = ไม่เสียเงิน เป็นระบบที่ไม่มีความเสี่ยงสำหรับเจ้าของร้าน เพราะคุณจะจ่ายเงิน (ค่าคอมมิชชั่น) ก็ต่อเมื่อเกิดการซื้อขายจริงและลูกค้ารับของแล้วเท่านั้น ต่างจากการจ้างรีวิวแบบเดิมที่ต้องจ่ายเงินก้อนไปก่อน โดยไม่รู้เลยว่ายอดขายจะกลับมาคุ้มทุนไหม
  2. พลังทวีคูณ (Leverage) จากกองทัพ Creator ลองจินตนาการว่า ถ้าคุณทำคนเดียว คุณอาจจะทำคลิปได้วันละ 1-2 คลิป แต่ถ้าสินค้าของคุณน่าสนใจและให้ค่าคอมมิชชั่นที่ดี มีครีเอเตอร์สนใจดึงสินค้าไปขายสัก 100 คน ในวันเดียวร้านของคุณจะมีคลิปรีวิวสินค้ากระจายอยู่บน TikTok ถึง 100 คลิป! นั่นเท่ากับว่าร้านของคุณกำลังเข้าถึงสายตาคนดูหลายแสนหรือหลายล้านคนพร้อมกันในเวลาเดียว
  3. แบรนด์เติบโตโดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณา (Free Awareness) แม้ว่าบางคลิปที่ครีเอเตอร์ทำขึ้นมาจะขายสินค้าไม่ได้ในทันที แต่มันทำให้คนดูเห็นโลโก้ เห็นชื่อร้าน และเห็นตัวสินค้าของคุณผ่านตาซ้ำๆ เป็นการสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ให้คุณแบบฟรีๆ โดยที่คุณไม่ได้เสียเงินยิงแอดเลย

2.แพลตฟอร์ม Shopee

Shopee (เน้นค้นหาเพื่อซื้อโดยตรง) หรือภาษาการตลาดเรียกว่าSearch-Based E-Commerce คือ แพลตฟอร์มที่พฤติกรรมของลูกค้าขับเคลื่อนด้วยความต้องการและเหตุผลเป็นหลัก ถ้าเปรียบ TikTok Shop คือการเดินตลาดนัดที่เน้นความสนุกสนาน Shopee ก็คือการเดินห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ที่ลูกค้าเดินพุ่งตรงเข้าไปเพื่อซื้อของที่คิดไว้มาจากบ้านแล้ว

▶ กลไกพฤติกรรมลูกค้าบน Shopee

  1. 1มีความต้องการซื้อนำทาง (High Intent) ลูกค้าที่กดเข้าแอป Shopee ร้อยละ 90 ไม่ได้เข้ามาเพื่อดูคลิปตลกหรือหาความบันเทิง แต่พวกเขามีโจทย์ในใจ อยู่แล้ว เช่น ผงซักฟอกหมด, อยากได้เคสโทรศัพท์ใหม่, หรือกำลังหาอาหารแมว พฤติกรรมหลักจึงเป็นการพิมพ์คำค้นหา (Keywords) ในช่องค้นหาทันที
  2. สมองเปิดโหมดเหตุผล (Rational Mode) เมื่อพิมพ์ค้นหาแล้ว สิ่งที่ลูกค้าจะทำต่อคือการเปรียบเทียบข้อมูลอย่างใจเย็น ซึ่งต่างจากสายอารมณ์แบบ TikTok โดยลูกค้าจะพิจารณาจาก ราคาร้านไหนคุ้มที่สุด มีส่วนลดไหม รีวิวและคะแนนร้านค้าดูคะแนน 5 ดาว และอ่านคอมเมนต์จากคนที่ซื้อไปก่อนหน้าว่าตรงปกไหม ยอดขายร้านไหนมียอดขายสูงสุด ยิ่งขายได้เยอะ ยิ่งน่าเชื่อถือ และ โปรโมชั่นร้านนี้ใช้โค้ดส่งฟรี หรือโค้ดส่วนลดของ Shopee ได้หรือเปล่า
  3. ซื้อเพื่อตอบสนองความจำเป็น (Functional Buying) สินค้าใน Shopee มักเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าไอที อะไหล่ หรือของใช้ในบ้าน ซึ่งเป็นของที่ คนรู้อยู่แล้วว่าหน้าตาและประโยชน์ของมันคืออะไร ไม่จำเป็นต้องมีใครมาทำคลิปเต้นหรือไลฟ์สดอธิบายยาวๆ แค่เห็นรูปชัดๆ สเปกตรง รีวิวดี ราคาโดน ก็กดใส่ตะกร้าและชำระเงินได้เลย

สิ่งที่ร้านค้าต้องทำเพื่อให้ปังบน Shopee ในเมื่อลูกค้าเน้นการ ค้นหา หัวใจสำคัญของพ่อค้าแม่ค้าในแพลตฟอร์มนี้จึงไม่ใช่การทำคลิปให้สนุกแต่ คือ

  1. ทำ SEO (Search Engine Optimization) ตั้งชื่อสินค้าให้มีคำที่คนชอบพิมพ์ค้นหา เช่น แทนที่จะตั้งแค่ เสื้อยืด ให้ตั้งเป็น เสื้อยืดผ้าฝ้าย สีพื้น ทรง Oversize สไตล์เกาหลี เพื่อเพิ่มโอกาสให้ร้านเราเด้งขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ
  2. รูปภาพต้องชัดเจน หน้าปกต้องดึงดูด รูปภาพสินค้าต้องดูเป็นมืออาชีพ บอกคุณสมบัติครบถ้วนในภาพเดียว
  3. การบริหารรีวิว บริการหลังการขายต้องดี ส่งไว แพ็กดี เพื่อให้ได้รีวิว 5 ดาวแน่นๆ เพราะรีวิวคือสิ่งที่สร้างความมั่นใจให้ลูกค้ากล้าควักเงินจ่าย

▶ Intentional Buying (การซื้อด้วยความตั้งใจ หรือ การซื้อด้วยเหตุผล)

คือ พฤติกรรมการชอปปิงที่ขับเคลื่อนด้วย เป้าหมายและตรรกะความคิด เป็นหลัก ลูกค้ากลุ่มนี้จะไม่ใช่คนที่เดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยๆ แล้วถูกป้ายยาให้ซื้อ แต่พวกเขาคือนักล่าข้อมูล ที่รู้แน่ชัดอยู่แล้วว่าตัวเองต้องการอะไรตั้งแต่อยู่ที่บ้าน ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ ในชีวิตจริง มันคืออารมณ์ตอนที่คุณขับรถพุ่งตรงไปยังห้างสรรพสินค้าเพื่อจะไปซื้อตู้เย็นเครื่องใหม่ เพราะเครื่องที่บ้านเพิ่งพังไป คุณมีงบประมาณในใจ มีแบรนด์ที่เล็งไว้ และพร้อมที่จะเดินเช็กราคามันทุกร้านเพื่อหาดีลที่ดีที่สุด

▶ เจาะลึก 3 ขั้นตอนของสาย Intentional Buying

1. ค้นหาด้วยความต้องการที่ชัดเจน (Targeted Search) ลูกค้ากลุ่มนี้จะเปิดแอปพลิเคชัน เช่น Shopee, Lazada หรือ Google แล้วพิมพ์สิ่งที่ต้องการลงในช่องค้นหาทันที โดยคำค้นหา มักจะมีความเฉพาะเจาะจงสูงมาก เช่น จะไม่พิมพ์แค่ว่ารองเท้า แต่จะพิมพ์ว่ารองเท้าวิ่งผู้ชาย กันกระแทก สีดำ ไซส์ 42 เพราะพวกเขามีภาพความต้องการในหัวที่ชัดเจนอยู่แล้ว 100%

2. สมองเปิดโหมดวิเคราะห์และเปรียบเทียบ (Comparison Mode) เมื่อหน้าจอแสดงผลสินค้าขึ้นมาเป็นสิบๆ ร้าน ลูกค้าสายเหตุผลจะเริ่มกระบวนการคัดกรองข้อมูล อย่างใจเย็น โดยใช้สมองฝั่งตรรกะพิจารณา 3 สิ่งนี้

  1. เปรียบเทียบราคา ร้านไหนขายถูกกว่า? ร้านไหนมีของแถม? ร้านไหนกดโค้ดส่งฟรีหรือโค้ดส่วนลดของแพลตฟอร์มแล้วคุ้มที่สุด?
  2. อ่านรีวิวอย่างละเอียด พวกเขาจะไม่ดูแค่คะแนนดาวรวมๆ แต่จะกดเข้าไปอ่านรีวิวที่ให้ 1-3 ดาวเพื่อดูข้อเสีย และมองหารีวิวที่มีรูปถ่ายหรือวิดีโอจากผู้ใช้จริง เพื่อเช็กว่าสินค้าตรงปก ไหม
  3. ความน่าเชื่อถือของร้าน ดูยอดขายสะสม ยิ่งขายได้เยอะยิ่งอุ่นใจ, ระยะเวลาที่ร้านเปิดมา, และความเร็วในการตอบแชตของร้านค้า

3. ตัดสินใจซื้อเมื่อคุ้มค่าและปลอดภัยที่สุด (Rational Decision) หลังจากได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว พวกเขาถึงจะกดสั่งซื้อ การจ่ายเงินของคนกลุ่มนี้จึงเกิดจากความรู้สึกว่าฉันได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุดให้กับตัวเองแล้วไม่ใช่การซื้อเพราะอารมณ์ชั่ววูบ

▶ สิ่งที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องปรับตัวเพื่อมัดใจลูกค้ากลุ่มนี้

หากสินค้าของคุณเป็นของที่ต้องใช้เหตุผลในการซื้อ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า, ของแต่งบ้าน, ผ้าอ้อมเด็ก, อุปกรณ์ไอที สิ่งที่คุณต้องทำ คือ

  • ทำตัวเองให้ค้นหาเจอ (SEO) ตั้งชื่อสินค้าให้ละเอียด มีคำหลักที่ลูกค้าชอบพิมพ์ค้นหาครบถ้วน
  • ใส่รายละเอียดให้ครบ ขนาด, วัสดุ, วิธีใช้, การรับประกัน ต้องเขียนให้เคลียร์ในหน้าร้าน เพราะถ้าข้อมูลไม่ครบ ลูกค้าจะกดปิดไปซื้อร้านอื่นทันทีแทนที่จะทักแชตถาม
  • สะสมรีวิว 5 ดาว ให้ความสำคัญกับการแพ็กของ การส่งที่รวดเร็ว และบริการหลังการขาย เพื่อสร้างรีวิวดีๆ เพราะรีวิวคืออาวุธหนัก ที่ใช้ปิดการขายลูกค้าสายเหตุผลครับ

▶ พฤติกรรมการชอปปิงของลูกค้าต่อสินค้ากลุ่มนี้

เมื่อลูกค้าต้องการสินค้ากลุ่มนี้ พฤติกรรมของเขาจะเปรียบเสมือน นักเปรียบเทียบข้อมูล โดยจะวิ่งผ่านกระบวนการง่ายๆ 3 ขั้นตอน

  1. ไม่ต้องการคอนเทนต์วิดีโอ ลูกค้าไม่อยากดูคลิปเต้นหรือคลิปตลกเพื่อซื้อผงซักฟอก หรือ ไส้กรองน้ำ พวกเขาอยากเห็นแค่รูปสินค้าตรงปก และสเปกที่ถูกต้อง
  2. ความภักดีต่อร้านค้าต่ำ เนื่องจากสินค้าเหมือนกันทุกร้าน เช่น นมโฟร์โมสต์รสจืด 1 ลัง ลูกค้ามักจะเลือกซื้อจากร้านที่ราคารวมค่าส่งแล้วถูกที่สุด หรือร้านที่พวกเขาสามารถกดใช้โค้ดส่วนลด/โค้ดส่งฟรีในวันนั้นได้คุ้มที่สุด
  3. เน้นความสะดวกรวดเร็ว กดสั่งปุ๊บ ต้องส่งปั๊บ ถ้าร้านไหนส่งช้า ลูกค้าจะเปลี่ยนไปสั่งร้านอื่นทันทีในครั้งต่อไป เพราะเป็นของที่ต้องรีบใช้

▶ กลยุทธ์ที่ร้านค้าต้องใช้เพื่อชนะในกลุ่มสินค้านี้

หากคุณขายสินค้ากลุ่มนี้ ทักษะการทำคลิปไวรัลจะลดความสำคัญลงทันที แต่คุณต้องชนะด้วยเกมการบริหารหลังบ้าน ดังนี้

  1. สงครามราคาและการจับคู่โปรโมชั่น คุณต้องมีต้นทุนสินค้าที่แข่งขันได้ และต้องเข้าร่วมแคมเปญของแพลตฟอร์ม เช่น 6.6, 7.7, วันกลางเดือน, วันเงินเดือนออก เพื่อให้ได้ป้ายลดราคามาดึงดูดสายตา
  2. การตั้งชื่อสินค้าแบบระบุสเปกชัดเจน เช่น พัดลมตั้งโต๊ะ Hatari 16 นิ้ว รุ่น HT-T16M4 รับประกันมอเตอร์ 3 ปี เพื่อให้ระบบดึงร้านคุณขึ้นมาเวลาคนค้นหาแบบเจาะจง
  3. เพิ่มมูลค่าด้วยการบริการ ในเมื่อราคาอาจจะต่างกันแค่หลักบาท สิ่งที่จะช่วยให้คุณชนะร้านอื่นได้คือ ความเร็วในการจัดส่ง และ การแพ็กห่อที่หนาแน่น รวมถึงการตอบแชตที่รวดเร็วเพื่อสร้างความมั่นใจ

ประโยคที่ว่าSEO & รีวิว ร้านต้องตั้งชื่อสินค้าให้คนค้นหาเจอ รูปภาพชัดเจน รีวิว 5 ดาวแน่นๆ และทำราคาแข่งขันได้” คือ สูตรสำเร็จและคาถาหัวใจหลักในการขายของบน Shopee หรือ Lazada ในแพลตฟอร์มที่ลูกค้าเน้นพิมพ์ค้นหาสิ่งที่ต้องการ (Search-Based) ร้านค้าไม่ต้องใช้หน้าตา ไม่ต้องพึ่งยอดผู้ติดตาม และไม่ต้องทำคลิปสนุกๆ เลย แต่คุณจะชนะและรวยได้ด้วยความสมบูรณ์แบบของหน้าร้าน ซึ่งประกอบด้วย 4 เสาหลักนี้

1. ตั้งชื่อสินค้าให้คนค้นหาเจอ (SEO) ในโลก E-commerce คือ การตั้งชื่อสินค้าด้วยคำที่ลูกค้าชอบพิมพ์ค้นหาจริง เพื่อให้ AI แพลตฟอร์มดึงสินค้าของเราขึ้นมาโชว์ที่หน้าแรกเวลาลูกค้าพิมพ์หา

  • ห้ามตั้งชื่อตามใจตัวเอง เช่น ตั้งชื่อสั้นๆ แค่เสื้อยืด หรือตั้งชื่อแนวแฟชั่นว่า เสื้อยืดสไตล์อบอุ่นหัวใจ แบบนี้ลูกค้าพิมพ์หาไม่เจอแน่นอน
  • สูตรการตั้งชื่อที่ถูกต้อง [ประเภทสินค้า] + [แบรนด์/รุ่น] + [คุณสมบัติเด่น] + [สไตล์/ขนาด/สี] ตัวอย่างเช่น เสื้อยืดผู้ชาย ผ้า Cotton 100% Oversize สไตล์เกาหลี สีพื้น ไม่ย้วย คำหนาๆ คือคีย์เวิร์ดที่คนชอบพิมพ์ค้นหา

2. รูปภาพชัดเจน (Visual Attraction) เมื่อลูกค้าค้นหาแล้ว สินค้าของเราจะไปขึ้นเรียงรายแข่งกับร้านอื่นนับสิบร้าน สิ่งเดียวที่จะทำหน้าที่กวักมือเรียก ให้ลูกค้ากดจิ้มเข้ามาดูร้านเราก็คือ รูปภาพหน้าปก

  • รูปภาพที่ดีต้องชัดเจน สว่าง ดูเป็นมืออาชีพ
  • ที่สำคัญคือ ต้องสื่อสารจบในภาพเดียว เช่น มีตัวหนังสือสรุปจุดเด่นสั้นๆ แปะไว้ ส่งฟรี, แถมถ่าน, รับประกัน 1 ปี เพื่อให้โดดเด่นกว่าร้านข้างๆ

3. รีวิว 5 ดาวแน่นๆ (Social Proof) โลกออนไลน์ลูกค้าไม่ได้เห็นและไม่ได้จับสินค้าจริง ความกลัวที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาคือ กลัวโดนหลอก กลัวได้ของไม่ตรงปก ดังนั้น รีวิวและคะแนนร้านค้า จึงเป็นสิ่งเดียวที่สร้างความไว้วางใจให้ลูกค้ากล้าควักเงินจ่าย

  • ถ้าร้านค้ามียอดขายสะสมเยอะ และมีรีวิว 5 ดาวแน่นๆ มีคนมารูปถ่ายและวิดีโอยืนยันว่า ใช้ดีมาก ส่งไว แพ็กดี ลูกค้าแทบจะกดซื้อทันทีโดยไม่ต้องคิดเยอะ
  • ในทางกลับกัน ต่อให้ร้านคุณจะยิงแอดเก่งแค่ไหน แต่ถ้ากดเข้ามาเจอรีวิว 1 ดาว หรือไม่มีรีวิวเลย ลูกค้าจะรีบกดปิดหนีทันที

4. ทำราคาแข่งขันได้ (Competitive Pricing) เนื่องจากพฤติกรรมลูกค้าสายนี้ชอบเปรียบเทียบข้อมูล ร้านค้าจึงต้องมีการตั้งราคาที่ สมเหตุสมผลและแข่งขันในตลาดได้

  • ไม่จำเป็นต้องขายถูกที่สุดจนขาดทุนเสมอไป แต่อาจจะใช้เทคนิค การทำราคาให้คุ้มค่าที่สุด เช่น ทำราคาแพงกว่าร้านอื่นนิดหน่อย แต่จัดโปรโมชั่นแถมฟรีชิ้นเล็กๆ หรือตั้งราคาที่สามารถใช้ โค้ดส่วนลด/โค้ดส่งฟรี ของแพลตฟอร์มแล้วคุ้มกว่าร้านอื่น

ระบบ Affiliate

1. ส่วนใหญ่เน้นให้บล็อกเกอร์แปะลิงก์ (Text & Link-Based) บน Shopee/Lazada การทำ Affiliate จะไม่ได้เน้นให้คนมาทำคลิปเต้นหรือไลฟ์สดขายในแอปเป็นหลักเหมือน TikTok แต่มันมักจะขับเคลื่อนโดย “บล็อกเกอร์ รีวิเวอร์ หรือเพจแนะนำสินค้า” บนแพลตฟอร์มข้างนอก เช่น Facebook, X/Twitter, เลมอนเอต, หรือเว็บไซต์รีวิวพันทิป

  • วิธีการทำงาน เพจเหล่านั้นจะเขียนรีวิวสินค้าแบบยาวๆ หรือตั้งกระทู้แนะนำ เช่น แนะนำ 5 ครีมกันแดดคุมมัน ใช้ดีปีนี้” จากนั้นพวกเขาจะเอา ลิงก์สินค้าจาก Shopee มาแปะไว้ท้ายบทความ
  • เมื่อลูกค้ากดลิงก์ ลูกค้าจะถูกเด้งข้ามจากหน้าเพจรีวิวเข้ามาที่แอป Shopee เพื่อกดซื้อของ ซึ่งหากลูกค้าจ่ายเงินซื้อ บล็อกเกอร์คนนั้นก็จะได้เปอร์เซ็นต์ค่าขนมไป

ความต่างคือ: มันเป็นการขายที่ต้องพึ่งพาความน่าเชื่อถือของการอ่านรีวิวนอกแอป เป็นหลัก ไม่ใช่ความบันเทิงป้ายยาแบบฉับพลันในแอปเดียว

2. เน้นให้ร้านค้าเข้าร่วมแคมเปญใหญ่ เช่น 11.11, 12.12 (Campaign-Driven)

เนื่องจากพฤติกรรมลูกค้าของ Shopee/Lazada คือการ ซื้อด้วยเหตุผล และตั้งใจมาล่าส่วนลด แพลตฟอร์มจึงจัดกิจกรรมที่เรียกว่า Mega Campaign หรือเทศกาลลดราคาประจำเดือน เช่น เลขคู่ 9.9, 10.10, 11.11, 12.12 หรือแคมเปญวันเงินเดือนออก Mid-Month และ PayDay

  • เครื่องจักรผลิตยอดขาย ร้านค้าบน Shopee จะเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ ไม่ได้เกิดจากคลิปไวรัล แต่เกิดจากการเข้าร่วมแคมเปญเหล่านี้ครับ
  • วิธีการคือร้านค้าต้องยอมลดราคาสินค้าลง หรือแจกโค้ดส่วนลดพิเศษ เพื่อแลกกับการที่ Shopee จะช่วย ดันร้านของคุณให้ขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกของแอป ในวันแคมเปญ ซึ่งวันนั้นจะเป็นวันที่คนทั้งประเทศพร้อมใจกันเปิดแอปเข้ามาสาดเงินซื้อของเพราะมีแจกโค้ดส่งฟรีและโค้ดลดราคาจากแพลตฟอร์ม

Leave a Comment